m1m2m3m4

คดีนี้เป็นคดีอาญาฐานยักยอกทรัพย์

โดยโจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย มีหน้าที่ตามกฎหมายในการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท แต่กลับใช้อำนาจในตำแหน่งดังกล่าวไปในทางทุจริต กล่าวคือ จำเลยได้นำทรัพย์มรดกซึ่งเป็นที่ดินในจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปโอนเป็นชื่อของตนเอง และยังนำไปทำสัญญาขายฝากกับบุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทคนอื่น อีกทั้งไม่ได้ดำเนินการแบ่งทรัพย์ตามคำสั่งศาล นอกจากนี้ยังปรากฏว่ามีเงินในบัญชีของผู้ตายซึ่งขณะจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกมีอยู่ประมาณ 2 แสนกว่าบาท แต่ภายหลังบัญชีดังกล่าวถูกปิดและเงินถูกถอนออกไป โดยจำเลยไม่ชี้แจงหรือให้ข้อมูลแก่โจทก์ และไม่ได้แบ่งเงินดังกล่าวให้ทายาทตามสิทธิ พฤติการณ์ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้เบียดบังเอาทรัพย์มรดกไปเป็นของตนโดยทุจริต อันเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยแม้จะมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกตามกฎหมาย แต่ไม่มีสิทธิที่จะนำทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือจำหน่ายโดยมิชอบ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และ 354 ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 3 กระทง กระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 15,000 บาท รวมจำคุก 3 ปี และปรับ 45,000 บาท อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 18 เดือน และปรับ 22,500 บาท อีกทั้งเมื่อพิจารณาว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน มีการแบ่งทรัพย์คืนบางส่วน และเป็นเครือญาติกับโจทก์ เห็นควรให้โอกาสกลับตัว จึงมีคำสั่งรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี กำหนดคุมประพฤติ 1 ปี ให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติและทำงานบริการสังคมตามที่กำหนด หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามกฎหมายต่อไป

โดยสรุปคดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่าผู้จัดการมรดกแม้มีอำนาจจัดการทรัพย์ แต่หากนำทรัพย์ไปเป็นของตนเองหรือไม่แบ่งให้ทายาท ย่อมมีความผิดฐานยักยอกทันที

สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา)
ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและดำเนินคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีอื่น ๆ ตามกฎหมาย