ผมเคยว่าความเป็นทนายจำเลยในคดีเรียกค่าทดแทนจากการเป็นชู้ เมื่อปี 2565 เรื่องนึง ซึ่งในขณะนั้นกฎหมายยังไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ศาลได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ
1. จำเลยมีการคบหากันกับคู่สมรสของโจทก์ในลักษณะเปิดเผยหรือไม่
2. ในขณะที่มีความสัมพันธ์นั้น จำเลยทราบหรือไม่ว่าบุคคลดังกล่าวมีคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
คดีดังกล่าว ผมได้รับว่าความให้ฝ่ายจำเลย โดยมุ่งต่อสู้ในประเด็นข้อเท็จจริงทั้งสองประการอย่างละเอียด ทั้งการซักค้านพยานและการหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ จนท้ายที่สุดศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง
แม้ปัจจุบันกฎหมายจะมีการปรับปรุงแก้ไขแล้ว แต่ในความเห็นของผม หลักสำคัญของคดีประเภทนี้ยังคงอยู่ที่ “พยานหลักฐาน” และ “ข้อเท็จจริง” ของแต่ละคดีเป็นสำคัญ หากบุคคลที่ถูกฟ้องไม่ทราบ และไม่มีเหตุอันควรทราบว่าอีกฝ่ายมีคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นดังกล่าวย่อมเป็นข้อโต้แย้งที่มีนัยสำคัญ ซึ่งศาลต้องนำมาพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานทั้งหมด มิใช่เพียงรับฟังจากข้อกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ดังนั้น การฟ้องคดีลักษณะนี้ ไม่ใช่เพียงแค่มีภาพถ่าย มีข้อความสนทนา หรือมีคำบอกเล่าแล้วจะชนะคดีโดยอัตโนมัติ โจทก์ยังคงมีภาระที่จะต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้ศาลเชื่อได้ตามมาตรฐานของกฎหมาย และศาลย่อมพิจารณาพยานหลักฐานทุกชิ้นอย่างเคร่งครัดก่อนมีคำพิพากษา
#คดีทุกคดีมีรายละเอียดแตกต่างกัน ไม่มีสูตรสำเร็จว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะ การวางแนวทางต่อสู้คดี การเตรียมพยานหลักฐาน และการวิเคราะห์ข้อกฎหมายอย่างรอบด้าน จึงเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินคดีมากกว่าการตัดสินจากกระแสสังคมหรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียว


