ศาลยกฟ้องคดีเช่าซื้อคืนรถ เพราะผู้เช่าซื้อ “ไม่ค้างค่างวด” และไม่ได้ผิดสัญญา
คืนรถให้ไฟแนนซ์แล้ว ต้องจ่ายค่าขาดราคาหรือไม่? เป็นคำถามที่ผู้เช่าซื้อรถจำนวนมากสงสัย โดยเฉพาะกรณีที่ไฟแนนซ์รับรถคืนแล้วนำไปขายทอดตลาด ก่อนเรียกเก็บเงินส่วนต่างหรือ “ค่าขาดราคา” จากผู้เช่าซื้อ
แต่ในทางกฎหมาย การคืนรถไม่ได้หมายความว่าผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาในทุกกรณี การพิจารณาความรับผิดต้องดูว่า ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาหรือผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ และการคืนรถมีผลต่อสัญญาอย่างไร
กรณีศึกษา ศาลยกฟ้องคดีเรียกค่าขาดราคา
ในคดีนี้ ผู้เช่าซื้อถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายภายหลังจากมีการคืนรถให้แก่ไฟแนนซ์
ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายจำเลยนำมาต่อสู้ คือ ผู้เช่าซื้อไม่ได้ค้างชำระค่างวด และไม่ได้ผิดสัญญาเช่าซื้อ
การต่อสู้คดีจึงไม่ได้พิจารณาเพียงว่า “มีการคืนรถหรือไม่” แต่พิจารณาถึงสถานะของสัญญาและพฤติการณ์ของคู่สัญญาในขณะที่มีการคืนรถด้วย
ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า การคืนรถในกรณีดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบ เมื่อผู้เช่าซื้อไม่ได้มีหนี้ค้างชำระหรือผิดสัญญา จึงไม่อาจนำส่วนต่างจากการขายรถมาเรียกเก็บจากผู้เช่าซื้อได้ตามที่โจทก์ฟ้อง
ผลคดี ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง
คืนรถแล้ว ทำไมจึงไม่ได้หมายความว่าต้องจ่ายค่าขาดราคาเสมอไป?
คำว่า “ค่าขาดราคา” โดยทั่วไปหมายถึงจำนวนเงินที่ผู้ให้เช่าซื้อเรียกร้องภายหลังนำรถที่ยึดคืนหรือรับคืนไปขาย แล้วราคาที่ขายได้ไม่เพียงพอกับจำนวนเงินที่ผู้ให้เช่าซื้ออ้างว่ายังมีสิทธิเรียกร้อง
อย่างไรก็ตาม การที่ขายรถแล้วเกิด “ส่วนต่าง” ไม่ได้เป็นคำตอบว่าผู้เช่าซื้อต้องรับผิดในส่วนต่างนั้นเสมอไป
ต้องพิจารณาเป็นสำคัญว่า
ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่างวดหรือไม่
ผู้เช่าซื้อผิดสัญญาหรือไม่
การบอกเลิกสัญญาทำโดยชอบหรือไม่
การคืนรถเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขใด
ไฟแนนซ์มีสิทธิเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวตามสัญญาและกฎหมายหรือไม่
จำนวนค่าขาดราคาที่เรียกร้องมีที่มาและคำนวณอย่างไร
ดังนั้น ผู้เช่าซื้อที่ถูกฟ้องเรียกค่าขาดราคาไม่ควรยอมรับยอดหนี้ตามหนังสือทวงถามหรือคำฟ้องโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารก่อน
หากถูกไฟแนนซ์ฟ้องค่าขาดราคา ควรทำอย่างไร?
หากได้รับหมายศาลหรือคำฟ้องจากไฟแนนซ์ ควรรีบตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยเฉพาะ
สัญญาเช่าซื้อ
ตารางการผ่อนชำระ
หลักฐานการชำระค่างวด
หนังสือทวงถาม
หนังสือบอกเลิกสัญญา
หลักฐานการส่งมอบหรือคืนรถ
เอกสารการขายทอดตลาด
รายละเอียดการคำนวณค่าขาดราคา
เพราะข้อเท็จจริงเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อสิทธิและความรับผิดของผู้เช่าซื้อแตกต่างกันได้
เครดิตการต่อสู้คดี
คดีตัวอย่างนี้ นายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น ทนายความ รับหน้าที่เป็น ทนายจำเลย ในการต่อสู้คดี โดยมุ่งประเด็นสำคัญไปที่ข้อเท็จจริงว่า ผู้เช่าซื้อไม่ได้ค้างค่างวดและไม่ได้ผิดสัญญา รวมถึงสิทธิของโจทก์ในการเรียกค่าขาดราคาภายหลังการคืนรถ
ผลคดี: ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง
กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อถูกฟ้องคดีเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารอย่างละเอียด ไม่ควรพิจารณาเพียงว่าตนเอง “คืนรถแล้ว” หรือ “ไฟแนนซ์ขายรถแล้วมีส่วนต่าง” เท่านั้น
ปรึกษาคดีเช่าซื้อและค่าขาดราคา
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา)
ให้คำปรึกษาและดำเนินคดีเกี่ยวกับ คดีเช่าซื้อ รถยนต์ ไฟแนนซ์ การคืนรถ การบอกเลิกสัญญา และการเรียกค่าขาดราคา หากได้รับ หมายศาลหรือคำฟ้องจากไฟแนนซ์ ควรนำเอกสารเข้าปรึกษาทนายความเพื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและแนวทางต่อสู้คดีเป็นรายกรณี
บทความโดย
นายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ทนายความ
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา)
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายจากกรณีศึกษา การพิจารณาความรับผิดและแนวทางต่อสู้คดีต้องพิจารณาข้อเท็จจริง ข้อสัญญา และเอกสารของแต่ละคดีเป็นรายกรณี



