โพสต์ข้อความเท็จบนโซเชียล เสี่ยงคดีหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหาย
ปัจจุบัน Facebook, TikTok และสื่อสังคมออนไลน์ กลายเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารและแสดงความคิดเห็น แต่การโพสต์หรือแชร์ข้อความเกี่ยวกับบุคคล ร้านค้า บริษัท หรือแบรนด์สินค้า ควรใช้ความระมัดระวัง เพราะข้อความเพียงไม่กี่คำอาจนำไปสู่ข้อพิพาทและคดีความได้
โพสต์ข้อความเท็จ อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
หากมีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับบุคคลอื่นต่อบุคคลที่สาม และข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการใส่ความจนทำให้ผู้ถูกกล่าวถึงได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง การกระทำนั้นอาจมีประเด็นเกี่ยวกับ ความผิดฐานหมิ่นประมาท
หากการใส่ความมีลักษณะเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนผ่านสื่อหรือช่องทางออนไลน์ ก็อาจเกี่ยวข้องกับ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ ต้องพิจารณารายละเอียดของข้อความและพฤติการณ์ของแต่ละกรณีประกอบกัน
ดังนั้น แม้จะโพสต์เพียงข้อความสั้น ๆ หรือแชร์ข้อความของบุคคลอื่น หากเนื้อหานั้นเข้าข่ายการใส่ความ ก็อาจเกิดความรับผิดทางกฎหมายได้
ไม่ใช่แค่คดีอาญา แต่อาจถูกเรียกค่าเสียหายทางแพ่งด้วย
การเผยแพร่ข้อความที่ทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียงอาจไม่ได้มีเพียงประเด็น คดีอาญาฐานหมิ่นประมาท เท่านั้น แต่ในบางกรณีผู้ได้รับความเสียหายยังสามารถใช้สิทธิเรียกร้อง ค่าเสียหายทางแพ่ง ได้ หากมีการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายตามหลักกฎหมาย
จำนวนค่าเสียหายจะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละคดี เช่น ลักษณะของข้อความ จำนวนผู้ที่รับรู้ การเผยแพร่ในวงกว้าง ความเสียหายที่เกิดขึ้น และผลกระทบต่อชื่อเสียงหรือการประกอบธุรกิจ
หากโพสต์เกี่ยวกับร้านค้า บริษัท หรือแบรนด์สินค้า ต้องระวังเป็นพิเศษ
กรณีที่ข้อความถูกเผยแพร่เกี่ยวกับ ร้านค้า บริษัท ผู้ประกอบการ หรือแบรนด์สินค้า ประเด็นเรื่องความเสียหายอาจมีรายละเอียดมากขึ้น เพราะชื่อเสียงและความน่าเชื่อถืออาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น การกล่าวหาว่าร้านค้าโกงลูกค้า สินค้าปลอม ไม่ได้มาตรฐาน หรือประกอบธุรกิจโดยไม่สุจริต หากข้อความดังกล่าวทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจถึงผู้ประกอบการหรือร้านค้านั้น และก่อให้เกิดความเสียหาย ก็อาจนำไปสู่การดำเนินคดีได้
อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นไม่ได้เป็นความผิดเสมอไป ต้องพิจารณาว่าข้อความเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตหรือเป็นการใส่ความ ตลอดจนพิจารณาข้อยกเว้นและองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายในแต่ละกรณี
ก่อนโพสต์หรือแชร์ ควรตรวจสอบอะไร?
ก่อนเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับบุคคลอื่น ควรตรวจสอบอย่างน้อย 4 เรื่อง
1. ข้อความเป็นข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็น
ควรพิจารณาว่าข้อความที่กำลังจะโพสต์เป็นเพียงความคิดเห็น หรือเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลอื่น
2. มีหลักฐานยืนยันหรือไม่
หากกล่าวถึงเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริง ควรตรวจสอบข้อมูลและเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน
3. บุคคลอื่นสามารถระบุได้หรือไม่ว่าหมายถึงใคร
แม้ไม่ได้ระบุชื่อโดยตรง แต่หากจากบริบทสามารถระบุได้ว่าหมายถึงบุคคลใด ก็อาจมีประเด็นทางกฎหมายได้
4. การโพสต์อาจสร้างความเสียหายหรือไม่
ควรคิดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชื่อเสียง การทำงาน ธุรกิจ หรือความน่าเชื่อถือของบุคคลที่ถูกกล่าวถึง
หากถูกโพสต์ใส่ร้ายบนโลกออนไลน์ ควรทำอย่างไร?
หากพบว่ามีการเผยแพร่ข้อความที่อาจทำให้เสียชื่อเสียง สิ่งสำคัญคือ เก็บหลักฐานก่อน เช่น
ภาพหน้าจอโพสต์
ลิงก์หรือ URL ของโพสต์
วันที่และเวลาที่เผยแพร่
จำนวนการแชร์หรือความคิดเห็น
ข้อความและรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
หลักฐานความเสียหายที่เกิดขึ้น
ไม่ควรตอบโต้ด้วยข้อความรุนแรง เพราะอาจทำให้เกิดข้อพิพาทหรือความรับผิดทางกฎหมายเพิ่มขึ้น
จากนั้นควรนำหลักฐานไปปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่ และมีแนวทางในการดำเนินคดีหรือเรียกค่าเสียหายอย่างไร
ข้อคิดจากคดีนี้
คำพูดบนโลกออนไลน์ แม้เพียงไม่กี่คำ ก็อาจมีผลทางกฎหมายได้
การโพสต์ แชร์ หรือคอมเมนต์ข้อความเกี่ยวกับบุคคลอื่นควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะข้อความที่กล่าวหาว่าบุคคลอื่นกระทำความผิด ทุจริต หรือประพฤติมิชอบ
หากข้อความดังกล่าวเข้าข่ายการใส่ความและมีองค์ประกอบตามกฎหมาย ผู้เสียหายอาจดำเนินคดีอาญา และในกรณีที่มีความเสียหายก็อาจมีการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งได้
ก่อนกด “โพสต์” หรือ “แชร์” ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า สิ่งที่กำลังเผยแพร่นั้นมีข้อเท็จจริงและหลักฐานรองรับเพียงพอหรือไม่
บทความโดย
นายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ทนายความ
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ให้คำปรึกษาและดำเนินคดีเกี่ยวกับ คดีหมิ่นประมาท หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หมิ่นประมาทออนไลน์ การโพสต์หรือแชร์ข้อความบน Facebook, TikTok และสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง
หากถูกโพสต์กล่าวหา ใส่ความ หรือได้รับความเสียหายจากการเผยแพร่ข้อความบนโลกออนไลน์ ควรเก็บหลักฐานและนำเอกสารที่เกี่ยวข้องเข้าปรึกษาทนายความ เพื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและแนวทางดำเนินการตามกฎหมายเป็นรายกรณี
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย การพิจารณาว่าข้อความหรือการกระทำใดเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือมีความรับผิดทางแพ่ง ต้องพิจารณาจากข้อความ พฤติการณ์ พยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

