ข้อมูลสำคัญที่ควรมีใน “สัญญากู้ยืมเงิน”
การให้กู้ยืมเงิน ไม่ว่าจะเป็นการยืมเงินระหว่างญาติ เพื่อน คนรู้จัก หรือคู่ค้า ควรจัดทำ สัญญากู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษร และระบุรายละเอียดที่สำคัญให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาการโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนเงิน กำหนดชำระ ดอกเบี้ย หรือเงื่อนไขต่าง ๆ ในภายหลัง
1. ข้อมูลของผู้ให้กู้และผู้กู้
ควรระบุชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ของทั้งผู้ให้กู้และผู้กู้ให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถระบุตัวคู่สัญญาได้อย่างแน่นอน และสะดวกต่อการติดต่อหรือดำเนินการทางกฎหมายหากเกิดข้อพิพาท
2. จำนวนเงินที่กู้ยืม
ควรระบุจำนวนเงินกู้ให้ชัดเจนทั้ง ตัวเลขและตัวอักษร เช่น “จำนวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)” เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนเงินที่กู้ยืมกัน
3. วันที่ทำสัญญาและวันที่ส่งมอบเงิน
ควรระบุวันที่จัดทำสัญญา รวมถึงวันที่มีการส่งมอบเงินกู้ โดยเฉพาะกรณีที่ทำสัญญาในวันหนึ่งแต่มีการโอนเงินให้อีกวันหนึ่ง
ควรเก็บหลักฐานการโอนเงินหรือหลักฐานการรับเงินไว้ประกอบสัญญาด้วย
4. กำหนดวันชำระหนี้
ควรระบุให้ชัดเจนว่าลูกหนี้ต้องชำระเงินภายในวันใด
หากตกลงผ่อนชำระ ควรระบุจำนวนงวด วันที่ครบกำหนดของแต่ละงวด และจำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละงวดให้ชัดเจน
5. อัตราดอกเบี้ย
หากมีการตกลงคิดดอกเบี้ย ควรระบุอัตราดอกเบี้ยและวิธีการคำนวณไว้ในสัญญาให้ชัดเจน โดยต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมาย
การกำหนดดอกเบี้ยสูงเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต อาจทำให้ไม่สามารถเรียกดอกเบี้ยในส่วนที่เกินกฎหมายได้
6. เงื่อนไขกรณีผิดนัด
ควรระบุให้ชัดเจนว่า หากผู้กู้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด จะมีผลอย่างไร เช่น การคิดดอกเบี้ยผิดนัด หรือกรณีผ่อนชำระแล้วผิดนัดบางงวดจะมีผลต่อหนี้ส่วนที่เหลืออย่างไร
เงื่อนไขดังกล่าวควรจัดทำให้สอดคล้องกับกฎหมายและลักษณะของหนี้
7. ลายมือชื่อของคู่สัญญา
ผู้กู้ควรลงลายมือชื่อในเอกสารอย่างชัดเจน และผู้ให้กู้ควรลงลายมือชื่อไว้เช่นกัน
หากมีพยานลงลายมือชื่อด้วย ก็ควรระบุข้อมูลของพยานให้ชัดเจน เพื่อช่วยยืนยันการทำเอกสารและการลงลายมือชื่อของคู่สัญญา
8. หลักฐานการส่งมอบเงิน
นอกจากตัวสัญญาแล้ว ผู้ให้กู้ควรเก็บหลักฐานการส่งมอบเงิน เช่น
หลักฐานการโอนเงิน
สลิปการโอนเงิน
ใบรับเงิน
ข้อความสนทนาที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืม
หลักฐานอื่นที่แสดงถึงการส่งมอบเงิน
เพราะในกรณีมีข้อพิพาท หลักฐานเหล่านี้อาจมีความสำคัญในการพิสูจน์ว่ามีการกู้ยืมและมีการส่งมอบเงินกันจริง
ข้อควรรู้: กู้ยืมเงินเกิน 2,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไป หากไม่มี หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืม จะไม่สามารถฟ้องร้องบังคับคดีเพื่อเรียกเงินกู้ได้
ดังนั้น ในการให้กู้ยืมเงินจำนวนมาก ควรจัดทำหลักฐานเป็นหนังสือและให้ผู้กู้ลงลายมือชื่อไว้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ ไม่จำเป็นว่าหลักฐานจะต้องมีชื่อเรียกว่า “สัญญากู้ยืมเงิน” เสมอไป แต่ต้องพิจารณาว่าเอกสารนั้นสามารถแสดงให้เห็นถึงการกู้ยืมและมีลายมือชื่อของผู้กู้ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
สัญญากู้ยืมเงินที่รัดกุม ช่วยลดปัญหาข้อพิพาท
การให้กู้ยืมเงินโดยอาศัยเพียงความไว้ใจ อาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อถึงกำหนดชำระแล้วผู้กู้ไม่ชำระหนี้ หรือมีการโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนเงินและเงื่อนไขของหนี้
การจัดทำสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น รวมถึงการเก็บหลักฐานการส่งมอบเงินและหลักฐานการชำระหนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งผู้ให้กู้และผู้กู้
บทความโดย
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ให้คำปรึกษากฎหมาย | คดีแพ่ง | คดีอาญา | คดีครอบครัว | คดีหนี้สินและสัญญา
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น ผลทางกฎหมายอาจแตกต่างกันตามข้อเท็จจริงและรายละเอียดของสัญญาในแต่ละกรณี


