ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจะพิพากษาอย่างไร?

เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจากศาล แต่ไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายหรือศาลกำหนด จำเลยอาจตกเป็น “ผู้ขาดนัดยื่นคำให้การ”

หลายคนเข้าใจว่าเมื่อจำเลยขาดนัดแล้ว ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะทันที แต่ในความเป็นจริง การขาดนัดยื่นคำให้การไม่ได้ทำให้โจทก์ชนะคดีโดยอัตโนมัติ ศาลยังต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและพยานหลักฐานที่มีอยู่ในคดี

ขาดนัดยื่นคำให้การ คืออะไร?

การขาดนัดยื่นคำให้การเกิดขึ้นเมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว แต่ไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลา

ผลคือคดีจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในลักษณะ คดีขาดนัดยื่นคำให้การ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

อย่างไรก็ตาม การขาดนัดไม่ได้หมายความว่าจำเลยยอมรับข้อกล่าวหาของโจทก์ทุกประการ และไม่ได้ทำให้โจทก์ชนะคดีทันที

ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะทันทีหรือไม่?

ไม่เสมอไป

ศาลยังต้องพิจารณาว่าโจทก์มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนคำฟ้องหรือไม่

โดยเฉพาะกรณีที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระเงิน โจทก์อาจต้องแสดงหลักฐานเกี่ยวกับ

  • มูลหนี้

  • สัญญาหรือข้อตกลง

  • การผิดสัญญา

  • จำนวนเงินที่เรียกร้อง

  • ดอกเบี้ย

  • ค่าเสียหาย

  • เอกสารหรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น จำเลยขาดนัดไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างของโจทก์เป็นความจริงโดยอัตโนมัติ

ศาลพิจารณาคดีขาดนัดอย่างไร?

เมื่อคดีอยู่ในขั้นตอนขาดนัด ศาลจะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยอาจพิจารณาจากพยานหลักฐานของโจทก์ เช่น

พยานบุคคล
โจทก์อาจนำพยานเข้าสืบเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง

พยานเอกสาร
เช่น สัญญา ใบเสร็จรับเงิน รายการโอนเงิน หนังสือทวงถาม หรือเอกสารทางธุรกิจ

ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง
ศาลจะพิจารณาว่าข้ออ้างของโจทก์มีความสอดคล้องและมีมูลเพียงใด

หากศาลเห็นว่าข้อเรียกร้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลจึงอาจพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีทั้งหมดหรือบางส่วนได้

แต่หากโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ตนมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ได้ ศาลก็ไม่จำเป็นต้องพิพากษาให้โจทก์ชนะเพียงเพราะจำเลยขาดนัด

ตัวอย่างกรณีจำเลยขาดนัด

สมมติว่าโจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้จำนวน 500,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงิน

จำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด

กรณีนี้ไม่ได้หมายความว่าศาลต้องพิพากษาให้จำเลยชำระ 500,000 บาททันที

ศาลยังต้องพิจารณาหลักฐานของโจทก์ เช่น

  • มีสัญญากู้จริงหรือไม่

  • มีการส่งมอบเงินกู้หรือไม่

  • จำนวนหนี้คงเหลือเท่าใด

  • มีการชำระหนี้ไปแล้วหรือไม่

  • ดอกเบี้ยที่เรียกร้องถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ดังนั้น จำนวนเงินที่ศาลพิพากษาอาจแตกต่างจากจำนวนที่โจทก์ขอในคำฟ้องได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ศาลรับฟัง

จำเลยขาดนัดแล้ว ยังมีสิทธิต่อสู้คดีหรือไม่?

ในบางกรณี จำเลยยังสามารถขออนุญาตศาลยื่นคำให้การได้ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย

สิ่งสำคัญคือจำเลยต้องดำเนินการ โดยเร็วที่สุด และแสดงเหตุที่ทำให้ไม่สามารถยื่นคำให้การได้ตามกำหนด

หากศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว จำเลยอาจมีช่องทางขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ในกรณีที่เข้าเงื่อนไขและระยะเวลาตามกฎหมาย

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2566 วางหลักเกี่ยวกับคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การว่า การขาดนัดของจำเลยไม่ได้ทำให้โจทก์ชนะคดีโดยอัตโนมัติ แต่โจทก์ยังต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง

หลักดังกล่าวสะท้อนว่า ภาระการพิสูจน์ของโจทก์ยังคงมีอยู่ แม้จำเลยจะไม่ได้ยื่นคำให้การ

สรุป

ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลไม่ได้พิพากษาให้โจทก์ชนะโดยอัตโนมัติ

ศาลยังต้องพิจารณาคำฟ้อง ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานของโจทก์ว่ามีมูลและเพียงพอตามกฎหมายหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การขาดนัดยื่นคำให้การอาจทำให้จำเลยเสียโอกาสในการต่อสู้คดีและมีข้อจำกัดในการนำเสนอพยานหลักฐาน ดังนั้น หากได้รับหมายศาลแล้ว ไม่ควรปล่อยให้พ้นกำหนดโดยไม่ดำเนินการ

หากทราบภายหลังว่าตนขาดนัด ควรรีบตรวจสอบสถานะคดีและดำเนินการตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดโดยเร็ว


บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา