ฟ้องหย่าใช้เวลานานแค่ไหน กว่าคดีจะถึงที่สุด
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลกฎหมายทั่วไปเพื่อการศึกษา ระยะเวลาที่ระบุเป็นเพียงการประมาณจากแนวปฏิบัติทั่วไป คดีจริงอาจใช้เวลาแตกต่างกันตามศาล จำนวนคดีค้าง และรายละเอียดของแต่ละคดี
คำถามที่พบบ่อยที่สุดรองจากเรื่องหลักฐาน คือ "ฟ้องหย่าแล้วจะจบเมื่อไหร่" คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายยินยอมหรือต่อสู้คดี ซึ่งทำให้ระยะเวลาต่างกันได้ตั้งแต่ไม่กี่เดือนไปจนถึงหลายปี
1. ภาพรวมระยะเวลาแต่ละกรณี

รวมแล้วคดีที่ไม่มีการต่อสู้เลยอาจจบได้ใน 3-4 เดือน แต่คดีที่สู้กันถึงชั้นฎีกาอาจใช้เวลารวมทั้งหมด 2-3 ปี กว่าจะถึงที่สุด
2. ขั้นตอนและระยะเวลาโดยละเอียด
ขั้นตอนที่ 1: ยื่นฟ้องจนถึงนัดพิจารณาคดีครั้งแรก
หลังยื่นฟ้องต่อศาล ศาลจะกำหนดวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรกไม่น้อยกว่า 45 วัน หรือโดยทั่วไปประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณคดีของศาลนั้น ๆ ในนัดแรกนี้มักมีการนัดไกล่เกลี่ยควบคู่ไปกับการเริ่มสืบพยานโจทก์
ขั้นตอนที่ 2: กรณีจำเลยไม่มาศาล
หากจำเลยไม่มาศาลในนัดแรกและไม่ได้ส่งทนายความมาขอเลื่อนคดี ถือว่าจำเลยไม่ประสงค์จะต่อสู้คดี ศาลจะดำเนินการสืบพยานโจทก์ฝ่ายเดียวและมีคำพิพากษาได้ค่อนข้างเร็ว รวมเวลาทั้งหมดมักอยู่ที่ประมาณ 3-4 เดือน นับจากวันยื่นฟ้อง
ขั้นตอนที่ 3: กรณีจำเลยมาศาลและเจรจาไกล่เกลี่ยได้
หากทั้งสองฝ่ายมาศาลและสามารถตกลงกันได้ผ่านการไกล่เกลี่ย (เช่น ตกลงเรื่องทรัพย์สินและบุตรได้) คดีจะจบเร็วกว่าการสู้คดีเต็มรูปแบบ โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 2-6 เดือน นับแต่วันยื่นฟ้องจนถึงวันจดทะเบียนหย่าตามคำพิพากษาตามยอม
ขั้นตอนที่ 4: กรณีต่อสู้คดีเต็มรูปแบบ
หากตกลงกันไม่ได้และต้องสืบพยานทั้งสองฝ่ายอย่างเต็มที่ กระบวนการในศาลชั้นต้นอาจใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับจำนวนพยาน ความซับซ้อนของประเด็นข้อพิพาท (เช่น การแบ่งทรัพย์สิน อำนาจปกครองบุตร) และจำนวนนัดที่ต้องเลื่อนออกไป
ขั้นตอนที่ 5: ชั้นอุทธรณ์และฎีกา (ถ้ามี)
เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว คู่ความมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษา หากมีการอุทธรณ์ กระบวนการในชั้นอุทธรณ์มักใช้เวลาเพิ่มอีกประมาณ 1 ปีเศษ และหากยังมีการฎีกาต่อในชั้นศาลฎีกาอีก อาจใช้เวลาเพิ่มอีกประมาณ 1-2 ปี รวมแล้วคดีที่สู้กันถึงที่สุดในทุกชั้นศาลอาจกินเวลารวมทั้งหมด 2-3 ปี หรือมากกว่านั้น
3. อย่าลืม: คำพิพากษาศาลชั้นต้นยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด
ประเด็นสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ แม้ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาให้หย่าแล้ว การหย่ายังไม่มีผลบังคับทันที ตามมาตรา 1531 การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลก็ต่อเมื่อ "คำพิพากษาถึงที่สุด" คือไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือน หรือหากมีการอุทธรณ์ฎีกาแล้ว ต้องรอจนศาลสูงสุดที่พิจารณาคดีมีคำพิพากษาและไม่มีการอุทธรณ์ฎีกาต่อไปอีก
4. ปัจจัยที่ทำให้คดีล่าช้ากว่าที่คาด
จำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ หรือพยายามยื้อเวลาด้วยการขอเลื่อนนัดหลายครั้ง
หาตัวจำเลยไม่พบ ต้องส่งหมายโดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งต้องรอครบกำหนดเวลาตามกฎหมายก่อน
มีประเด็นข้อพิพาทซับซ้อน เช่น ทรัพย์สินมูลค่าสูง ธุรกิจร่วมกัน หรือข้อพิพาทเรื่องอำนาจปกครองบุตรที่ต้องมีการสืบเสาะข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
จำนวนคดีค้างของศาลในพื้นที่นั้น ทำให้ได้คิวนัดพิจารณาคดีช้ากว่าปกติ
มีการอุทธรณ์หรือฎีกาต่อ ซึ่งเป็นสิทธิตามกฎหมายที่คู่ความสามารถใช้ได้เสมอ
5. วิธีช่วยให้คดีจบเร็วขึ้น
เตรียมหลักฐานให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น เพื่อลดจำนวนนัดที่ต้องเลื่อนออกไป
เปิดใจเจรจาไกล่เกลี่ย หากพอจะตกลงกันได้ในบางประเด็น จะช่วยย่นระยะเวลาได้มาก
ปรึกษาทนายความที่มีประสบการณ์คดีครอบครัว เพื่อวางแผนการนำสืบพยานให้กระชับและตรงประเด็น
ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารฟ้อง ตั้งแต่แรก เพื่อไม่ให้ศาลสั่งแก้ไขคำฟ้องซึ่งจะทำให้เสียเวลาเพิ่ม
บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายครอบครัว คดีหย่า ฟ้องหย่า ฟ้องชู้ อำนาจปกครองบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หากคุณกำลังเผชิญสถานการณ์นี้ ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินหลักฐานที่มีอยู่ และวางแผนการฟ้องคดีให้ทันภายในอายุความ
