รู้ว่าคู่สมรสมีชู้ แต่ให้อภัยแล้วอยู่ด้วยกันต่อ ภายหลังฟ้องชู้ได้อีกไหม
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลกฎหมายทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี แต่ละคดีมีข้อเท็จจริงต่างกัน ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการจริง
หลายคนเลือกให้อภัยคู่สมรสที่นอกใจและกลับมาใช้ชีวิตคู่ต่อ แต่ภายหลังเมื่อความสัมพันธ์มีปัญหาอีกครั้ง ก็เกิดคำถามว่าจะย้อนกลับไปฟ้องชู้หรือฟ้องหย่าด้วยเหตุเดิมที่เคยให้อภัยไปแล้วได้หรือไม่ คำตอบสั้น ๆ คือ โดยหลักแล้วฟ้องไม่ได้ แต่มีข้อยกเว้นสำคัญที่ควรรู้
1. หลักกฎหมาย: มาตรา 1518
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 กำหนดว่า สิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไป เมื่อฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการอันแสดงให้เห็นว่าได้ให้อภัยในการกระทำนั้นแล้ว
เมื่อสิทธิฟ้องหย่าจากเหตุนอกใจครั้งนั้นหมดไป สิทธิเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสตามมาตรา 1523 วรรคแรก ซึ่งผูกอยู่กับเงื่อนไขว่าศาลต้องพิพากษาให้หย่าจากเหตุนี้ก่อน ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นตามไปด้วย เพราะเงื่อนไขที่จะเรียกค่าทดแทนได้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้อีกแล้ว
2. ฟ้องชู้อย่างเดียว (ไม่ฟ้องหย่า) จากเหตุการณ์เดิม ทำได้ไหม
ส่วนการเรียกค่าทดแทนจากตัวชู้เองตามมาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่าก่อนก็ทำได้นั้น แม้กฎหมายจะไม่ได้เขียนห้ามไว้ตรง ๆ เหมือนมาตรา 1518 แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อคุณรู้เรื่องแล้วเลือกให้อภัยและกลับมาอยู่กินด้วยกันตามปกติ ก็ถือเป็นการแสดงเจตนาว่ายอมรับหรือไม่ถือเอาความเสียหายจากเหตุการณ์นั้นมาเรียกร้องอีกต่อไป จึงมีความเสี่ยงสูงที่ศาลจะมองว่าไม่มีสิทธิฟ้องชู้จากเหตุการณ์เดิมนั้นได้อีกเช่นกัน
3. ข้อยกเว้นสำคัญที่ยังฟ้องได้
มีสถานการณ์ที่ทำให้กลับมามีสิทธิฟ้องได้ใหม่ แม้จะเคยให้อภัยไปแล้วก็ตาม:
กรณีที่ 1: ความสัมพันธ์เดิมยังคงดำเนินต่อไปหลังให้อภัย
หากคู่สมรสสัญญาว่าจะเลิกกับชู้คนเดิม แต่ความจริงยังคงแอบติดต่อหรือคบหากันต่อไปโดยที่คุณไม่รู้ พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากวันที่ให้อภัย ถือเป็นการกระทำผิดครั้งใหม่ที่แยกออกจากเหตุการณ์เดิม คุณสามารถฟ้องหย่าและ/หรือฟ้องชู้จากพฤติการณ์ใหม่นี้ได้ โดยนับอายุความใหม่จากวันที่รู้ความจริงครั้งหลังนี้
กรณีที่ 2: มีชู้คนใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก
แม้จะเคยให้อภัยเรื่องเก่าไปแล้ว หากคู่สมรสไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอีกคนหนึ่งในภายหลัง ก็ถือเป็นคนละเหตุการณ์กัน สามารถฟ้องจากเหตุการณ์ใหม่นี้ได้เช่นกัน โดยไม่เกี่ยวข้องกับการให้อภัยครั้งก่อน
4. อะไรที่นับว่า "ให้อภัย" จริง ๆ ตามกฎหมาย
จุดสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ ไม่ใช่ทุกพฤติกรรมที่ดูเหมือนให้อภัยจะเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 1518 ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ว่า การให้อภัยต้องมีพฤติการณ์ที่ แสดงเจตนาชัดแจ้ง ว่าจะกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาตามปกติ เช่น กลับมาอยู่บ้านเดียวกันและใช้ชีวิตคู่ตามปกติต่อ
ตัวอย่างที่น่าสนใจ มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่า การพาคู่สมรสและบุตรไปเที่ยวพักผ่อนค้างคืนด้วยกันเพียงเพื่อดูแลให้ความอบอุ่นแก่บุตรตามสมควรนั้น ยังไม่เพียงพอ ที่จะถือว่าเป็นการให้อภัยตามกฎหมาย
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณแค่ "อดทนอยู่ต่อไปเพราะภาระบางอย่าง" เช่น เพื่อลูก หรือเพื่อความสะดวกทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่ายกโทษและกลับมาใช้ชีวิตคู่ตามปกติจริง ๆ ก็อาจยังไม่ถือว่าเสียสิทธิไปตามมาตรา 1518 แต่เรื่องนี้เป็นประเด็นข้อเท็จจริงที่ศาลต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป
5. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
หากพบว่าความสัมพันธ์นั้นกลับมาเกิดขึ้นอีกหรือยังคงดำเนินต่อไป ควรทำสิ่งต่อไปนี้:
เก็บหลักฐานของเหตุการณ์ใหม่แยกออกจากหลักฐานเก่าให้ชัดเจน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการกระทำผิดที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ให้อภัยไปแล้ว ไม่ใช่เหตุการณ์เดิมที่ถูกยกโทษไปแล้ว
บันทึกวันที่รู้ความจริงครั้งใหม่ให้ชัดเจน เพราะมีผลโดยตรงต่อการนับอายุความ 1 ปีที่เริ่มนับใหม่
ปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจฟ้อง เพื่อประเมินว่าพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าข่าย "เหตุการณ์ใหม่" ที่แยกออกจากการให้อภัยเดิม หรือยังถือเป็นความต่อเนื่องของเหตุการณ์เดิมที่ให้อภัยไปแล้ว
สรุป
การให้อภัยคู่สมรสที่นอกใจและกลับมาอยู่ด้วยกันตามปกติ ทำให้สิทธิฟ้องหย่าและสิทธิเรียกค่าทดแทนจากเหตุการณ์นั้นหมดไปตามมาตรา 1518 แต่หากความสัมพันธ์เดิมยังคงดำเนินต่อไปหลังการให้อภัย หรือมีชู้คนใหม่เกิดขึ้นอีก ก็ยังคงมีสิทธิฟ้องหย่าหรือฟ้องชู้จากพฤติการณ์ใหม่นั้นได้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือการพิสูจน์ให้ชัดเจนว่าเหตุการณ์ที่นำมาฟ้องนั้นเป็น "เรื่องใหม่" ไม่ใช่เรื่องเดิมที่เคยให้อภัยไปแล้ว หากกำลังเผชิญสถานการณ์ลักษณะนี้ ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริงและวางแผนการดำเนินคดีที่เหมาะสม
บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายครอบครัว คดีหย่า ฟ้องหย่า ฟ้องชู้ อำนาจปกครองบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หากคุณกำลังเผชิญสถานการณ์นี้ ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินหลักฐานที่มีอยู่ และวางแผนการฟ้องคดีให้ทันภายในอายุความ
