มีชู้ตอนที่แต่งงานแบบไม่จดทะเบียน ฟ้องชู้ได้หรือไม่

หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลกฎหมายทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี แต่ละคดีมีข้อเท็จจริงต่างกัน ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการจริง

หลายคู่ใช้ชีวิตอยู่กินกันฉันสามีภรรยามานาน จัดงานแต่งงานตามประเพณี แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนสมรสที่เขตหรืออำเภอ เมื่อพบว่าอีกฝ่ายไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น จึงเกิดคำถามว่าจะฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ได้เหมือนคู่ที่จดทะเบียนสมรสหรือไม่ คำตอบคือ โดยหลักกฎหมายแล้ว ฟ้องไม่ได้ และนี่คือเหตุผลที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจน

1. หลักกฎหมาย: การสมรสต้องจดทะเบียนเท่านั้น

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 กำหนดหลักการพื้นฐานไว้ชัดเจนว่า การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น

หมายความว่า ไม่ว่าจะจัดงานแต่งงานใหญ่โตแค่ไหน มีสินสอดทองหมั้นครบถ้วน หรืออยู่กินกันมานานหลายสิบปีจนมีลูกด้วยกัน หากไม่ได้ไปจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ก็ยังไม่ถือว่าเป็น "การสมรส" ในทางกฎหมาย และทั้งสองฝ่ายไม่ใช่ "คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย" ต่อกัน

2. สิทธิฟ้องชู้ตามมาตรา 1523 สงวนไว้เฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียนแล้ว

มาตรา 1523 ที่ให้สิทธิเรียกค่าทดแทนจากชู้นั้น ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้ชัดเจนว่าเป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิเฉพาะแก่ "ภริยาหรือสามีโดยชอบด้วยกฎหมาย" เท่านั้น กล่าวคือ ต้องเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายก่อน จึงจะมีสิทธิใช้มาตรานี้ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่สามได้

ดังนั้น หากคุณอยู่กินกันฉันสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แม้จะมีหลักฐานชัดเจนว่าอีกฝ่ายไปมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นจริง ก็ไม่สามารถอาศัยมาตรา 1523 ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ได้ เพราะไม่เข้าเงื่อนไขการเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น

3. ทำไมกฎหมายถึงกำหนดไว้เช่นนี้

สิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฟ้องหย่า การแบ่งสินสมรส การเรียกค่าเลี้ยงชีพ หรือการฟ้องชู้ ล้วนวางอยู่บนฐานของ "การสมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย" ทั้งสิ้น เมื่อไม่มีการจดทะเบียน ก็ไม่มี "สถานะทางกฎหมาย" ที่จะได้รับความคุ้มครองในลักษณะนี้ แม้ในความเป็นจริงความสัมพันธ์จะเหมือนสามีภรรยาทุกประการก็ตาม

4. แล้วมีช่องทางอื่นที่พอฟ้องได้ไหม

แม้จะฟ้องชู้ตามมาตรา 1523 ไม่ได้ แต่ยังมีช่องทางอื่นที่พอพิจารณาได้ในบางกรณี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี:

  • ฟ้องละเมิดทั่วไปตามมาตรา 420 ในทางทฤษฎีอาจพอฟ้องได้หากพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิที่กฎหมายรับรอง แต่ในทางปฏิบัติ ศาลมักเห็นว่าไม่มี "สิทธิ" ที่ถูกละเมิดในความหมายทางกฎหมาย เพราะไม่มีบทบัญญัติใดรับรองสิทธิความซื่อสัตย์ในความสัมพันธ์ฉันคู่สมรสที่ไม่จดทะเบียน จึงเป็นแนวทางที่มีโอกาสชนะคดีค่อนข้างต่ำ

  • ฟ้องแบ่งทรัพย์สินร่วม หากมีทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กิน สามารถฟ้องแบ่งทรัพย์สินได้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน (กรรมสิทธิ์รวม) ตามหลักกฎหมายทั่วไป แต่นี่เป็นคนละเรื่องกับการฟ้องชู้เรียกค่าทดแทน

5. ทางออกที่ดีที่สุด: จดทะเบียนสมรสให้ถูกต้อง

หากยังอยู่ในสถานะอยู่กินกันฉันสามีภรรยาโดยไม่จดทะเบียน และต้องการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเต็มที่ ทางออกที่ตรงจุดที่สุดคือการ ไปจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้อง เพราะเมื่อจดทะเบียนแล้ว จะได้รับสิทธิความคุ้มครองสำคัญ เช่น:

  • สิทธิฟ้องหย่าและฟ้องชู้ตามมาตรา 1516 และ 1523

  • สิทธิในการแบ่งสินสมรสตามกฎหมาย

  • สิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม

  • สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าเลี้ยงชีพ

  • สิทธิในการเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกันตามกฎหมาย (บุตรที่เกิดจากบิดามารดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส บิดาจะยังไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจปกครองโดยอัตโนมัติ ต้องดำเนินการจดทะเบียนรับรองบุตรเพิ่มเติม)

สรุป

การอยู่กินกันฉันสามีภรรยาโดยไม่จดทะเบียนสมรส แม้จะมีความสัมพันธ์เหมือนสามีภรรยาทุกประการ แต่ในทางกฎหมายไม่ถือว่าเป็น "คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย" จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ตามมาตรา 1523 ได้ ช่องทางอื่นที่พอมี เช่น การฟ้องละเมิดทั่วไป มักมีโอกาสชนะคดีต่ำ หากต้องการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเต็มที่ในอนาคต ควรพิจารณาจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะความสัมพันธ์ของตนเองหรือสิทธิที่พอมีอยู่ ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด


บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายครอบครัว คดีหย่า ฟ้องหย่า ฟ้องชู้ อำนาจปกครองบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หากคุณกำลังเผชิญสถานการณ์นี้ ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินหลักฐานที่มีอยู่ และวางแผนการฟ้องคดีให้ทันภายในอายุความ