ฟ้องชู้ทั้งที่ตัวเองก็มีชู้เหมือนกัน ศาลจะพิจารณาอย่างไร
หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลกฎหมายทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี แต่ละคดีมีข้อเท็จจริงต่างกัน ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการจริง
เป็นสถานการณ์ที่ซับซ้อนแต่พบได้ไม่น้อย: ทั้งสองฝ่ายในชีวิตคู่ต่างก็มีความสัมพันธ์นอกสมรสด้วยกันทั้งคู่ แล้วฝ่ายหนึ่งอยากฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ของอีกฝ่าย จะทำได้หรือไม่ และความผิดของตัวเองจะมีผลต่อคดีอย่างไร
1. ต้องแยกให้ออกก่อน: ฟ้องใคร
คำตอบขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการฟ้องใคร เพราะมาตรา 1523 แยกสิทธิเรียกค่าทดแทนออกเป็น 2 ทาง:
เรียกค่าทดแทนจากตัวชู้เอง — ไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่าคู่สมรสก่อนก็ทำได้
เรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสของตนเอง — ทำได้ก็ต่อเมื่อฟ้องหย่าด้วยเหตุนอกใจและศาลพิพากษาให้หย่าแล้วเท่านั้น
ความผิดของตัวเองมีผลกระทบต่อสิทธิทั้งสองทางนี้ ไม่เท่ากัน
2. กรณีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากตัวชู้อย่างเดียว
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า สิทธิเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่สามตามมาตรา 1523 วรรคสอง ไม่มีเงื่อนไขว่าคู่สมรสฝ่ายที่ฟ้องจะต้องเกิดความเสียหายอย่างใด หรือต้องเป็นฝ่ายที่ไม่มีข้อบกพร่องใด ๆ เลย เพราะความรับผิดของชู้เกิดจากการที่ชู้ไปล่วงเกินความสัมพันธ์ของคู่สมรสอีกฝ่ายเอง ซึ่งเป็นความผิดของชู้เองโดยตรง แยกต่างหากจากพฤติกรรมส่วนตัวของผู้ฟ้อง
ดังนั้น โดยหลักการแล้ว การที่ตัวเองก็มีชู้เหมือนกัน ไม่ได้ตัดสิทธิในการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ของอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นคดีคนละเรื่องกับความสัมพันธ์ของคุณเอง
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ หากความจริงเรื่องที่คุณเองก็มีชู้ปรากฏขึ้นในชั้นศาล ฝ่ายจำเลย (ตัวชู้) มักหยิบยกมาต่อสู้เพื่อ:
ลดจำนวนค่าทดแทน โดยอ้างว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวก่อนเกิดเหตุมีชู้นั้นมีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว เพราะศาลใช้ "ลักษณะความสัมพันธ์ในครอบครัวก่อนเกิดเหตุการณ์มีชู้" เป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดค่าทดแทนอยู่แล้ว
โต้แย้งเรื่องความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน ของฝ่ายโจทก์โดยทั่วไป
3. กรณีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสของตนเอง (ควบคู่กับฟ้องหย่า)
กรณีนี้แตกต่างออกไปชัดเจน เพราะสิทธิเรียกค่าทดแทนหรือค่าเลี้ยงชีพจากคู่สมรสนั้น กฎหมายมีเจตนารมณ์ให้เป็นสิทธิของ "ฝ่ายที่ไม่ผิด" เท่านั้น
หากปรากฏว่าตัวคุณเองก็มีพฤติการณ์นอกใจเช่นเดียวกัน ย่อมมีความเสี่ยงสูงมากที่ศาลจะเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายต่างมีความผิดเท่าเทียมกัน (ต่างฝ่ายต่างผิด) ซึ่งอาจส่งผลให้:
ศาลยังคงพิพากษาให้หย่าได้ตามปกติ เพราะเหตุฟ้องหย่ายังคงมีอยู่จริง (การสมรสสิ้นสุดลง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครผิดมากกว่ากัน)
แต่ สิทธิเรียกค่าทดแทนหรือค่าเลี้ยงชีพจากคู่สมรสอาจถูกตัดสิทธิหรือลดลง เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไข "ฝ่ายที่ไม่ผิด" อีกต่อไป
4. ตารางสรุปให้เห็นภาพชัด
สถานการณ์ผลกระทบจากความผิดของตัวเองฟ้องชู้อย่างเดียว ไม่ฟ้องหย่าโดยหลักไม่ตัดสิทธิฟ้อง แต่อาจถูกใช้ต่อสู้เพื่อลดค่าทดแทนฟ้องหย่า + เรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสมีความเสี่ยงสูงที่จะเสียสิทธิเรียกค่าทดแทน/ค่าเลี้ยงชีพ เพราะไม่ใช่ "ฝ่ายที่ไม่ผิด"ฟ้องหย่าเพียงอย่างเดียว (ไม่เรียกค่าทดแทน)ศาลยังคงพิพากษาให้หย่าได้ตามปกติ หากเหตุฟ้องหย่าเข้าองค์ประกอบจริง
5. คำแนะนำเชิงปฏิบัติ
ประเมินเป้าหมายให้ชัดก่อนฟ้อง ถ้าต้องการเพียงเรียกค่าทดแทนจากชู้ อาจเลือกฟ้องเฉพาะตัวชู้โดยไม่ต้องฟ้องหย่าหรือเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสด้วย เพื่อลดความเสี่ยงที่พฤติกรรมของตนเองจะถูกนำมาโต้แย้ง
เตรียมรับมือกับการต่อสู้คดี หากอีกฝ่ายทราบเรื่องพฤติกรรมของคุณ ควรปรึกษาทนายความล่วงหน้าเพื่อประเมินผลกระทบและวางกลยุทธ์การฟ้องให้เหมาะสม
พิจารณาความคุ้มค่า เนื่องจากคดีลักษณะนี้มีความซับซ้อนและมีโอกาสถูกโต้แย้งสูง ควรชั่งน้ำหนักระหว่างค่าใช้จ่ายในการฟ้องกับโอกาสที่จะได้รับค่าทดแทนจริง
สรุป
การที่ตัวเองก็มีความสัมพันธ์นอกสมรสเช่นเดียวกัน ไม่ได้ตัดสิทธิในการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชู้ของอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ หากฟ้องเฉพาะตัวชู้โดยไม่เกี่ยวกับคู่สมรส แต่หากต้องการเรียกค่าทดแทนหรือค่าเลี้ยงชีพจากคู่สมรสของตนเองด้วย ความผิดของตัวเองอาจทำให้ไม่เข้าเงื่อนไข "ฝ่ายที่ไม่ผิด" และเสียสิทธิในส่วนนี้ไปได้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไป จึงควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจฟ้อง เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการดำเนินคดีที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณ
บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายครอบครัว คดีหย่า ฟ้องหย่า ฟ้องชู้ อำนาจปกครองบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร หากคุณกำลังเผชิญสถานการณ์นี้ ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินหลักฐานที่มีอยู่ และวางแผนการฟ้องคดีให้ทันภายในอายุความ
