สัญญาจ้างทำของ vs สัญญาจ้างแรงงาน ต่างกันอย่างไร?
หลายคนใช้สองคำนี้สลับกัน แต่ในทางกฎหมายเป็นสัญญาคนละประเภท และผลทางกฎหมายต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่องสิทธิตามกฎหมายแรงงาน ประกันสังคม และค่าชดเชย
นิยามตามกฎหมาย
สัญญาจ้างแรงงาน (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575) คือสัญญาที่ลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้าง และนายจ้างตกลงจ่ายค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้
สัญญาจ้างทำของ (มาตรา 587) คือสัญญาที่ผู้รับจ้างตกลงทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จ และผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายสินจ้างเมื่องานนั้นเสร็จ
พูดง่ายๆ คือ จ้างแรงงานเป็นการ "ซื้อแรงงานและเวลา" ส่วนจ้างทำของเป็นการ "ซื้อผลสำเร็จของงาน"

ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ
จ้างแรงงาน: พนักงานบัญชีประจำบริษัท ทำงานตามเวลาที่กำหนด ภายใต้การสั่งการของหัวหน้า รับเงินเดือนทุกเดือน
จ้างทำของ: จ้างช่างมาสร้างต่อเติมบ้านให้เสร็จ จ้างนักออกแบบทำโลโก้ หรือจ้างฟรีแลนซ์เขียนเว็บไซต์ ผู้ว่าจ้างสนใจที่งานเสร็จตามสเปก ไม่ได้ควบคุมวิธีทำงานหรือเวลาทำงาน
ศาลดูที่ "เนื้อแท้" ไม่ใช่ชื่อสัญญา
การตั้งชื่อสัญญาว่า "จ้างทำของ" ไม่ได้ทำให้สัญญาเป็นจ้างทำของเสมอไป หากข้อเท็จจริงคือผู้ว่าจ้างกำหนดเวลาเข้า-ออกงาน สั่งงานและควบคุมการทำงานใกล้ชิด จ่ายเงินเป็นรายเดือนสม่ำเสมอ และให้ใช้เครื่องมือของตน ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็น สัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งทำให้ฝ่ายผู้ว่าจ้างต้องรับภาระตามกฎหมายแรงงานเต็มรูปแบบ
ปัจจัยที่มักใช้พิจารณา ได้แก่
มีอำนาจบังคับบัญชาและสั่งการหรือไม่
จ่ายค่าตอบแทนตามเวลาหรือตามผลงาน
ผู้ทำงานมีอิสระในการจัดการเวลาและวิธีทำงานเพียงใด
ใครเป็นผู้จัดหาเครื่องมือและรับความเสี่ยง
ผู้ทำงานรับงานจากผู้ว่าจ้างรายเดียวหรือหลายราย
ข้อควรคำนึงก่อนทำสัญญา
สำหรับผู้ว่าจ้าง: อย่าใช้สัญญาจ้างทำของเพื่อเลี่ยงภาระทางกฎหมายแรงงาน หากลักษณะงานจริงเป็นการจ้างแรงงาน เพราะอาจถูกเรียกร้องสิทธิย้อนหลังได้
สำหรับผู้รับจ้าง: ควรทราบว่าสัญญาจ้างทำของไม่มีสวัสดิการและความคุ้มครองแบบลูกจ้าง ควรตรวจสอบเงื่อนไขการส่งมอบงาน การชำระเงิน และการแก้ไขงานให้ชัดเจน
ทั้งสองฝ่าย: ควรระบุขอบเขตงาน กำหนดส่งมอบ เงื่อนไขการจ่ายเงิน และการยกเลิกสัญญาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
ทำไมการแยกประเภทสัญญาจึงสำคัญ?
การพิจารณาว่าเป็น สัญญาจ้างทำของหรือสัญญาจ้างแรงงาน มีผลต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา รวมถึงการเรียกร้องเงิน การเลิกสัญญา ความรับผิดเมื่อเกิดความเสียหาย และกฎหมายที่นำมาบังคับใช้
ดังนั้น ไม่ควรดูเพียงชื่อที่เขียนไว้บนเอกสารว่า “สัญญาจ้าง” เท่านั้น แต่ควรพิจารณา ลักษณะและข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญา ว่ามุ่งที่ผลสำเร็จของงาน หรือเป็นการทำงานภายใต้การบังคับบัญชา
โดยเฉพาะกรณี สัญญาจ้างก่อสร้าง ผู้รับเหมาทิ้งงาน งานไม่เสร็จ งานล่าช้า หรือเกิดข้อพิพาทเรื่องค่าจ้าง การตรวจสอบเนื้อหาของสัญญาและพฤติการณ์ในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญก่อนพิจารณาสิทธิในการเรียกร้องหรือดำเนินคดี
หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างทำของหรือสัญญาจ้างแรงงาน ควรนำสัญญา เอกสารการชำระเงิน หลักฐานการส่งมอบงาน และการติดต่อระหว่างคู่สัญญามาตรวจสอบ เพื่อพิจารณาสิทธิและแนวทางดำเนินการตามกฎหมาย
เรียบเรียงโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา
**บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปทางกฎหมาย ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับกรณีเฉพาะราย หากมีปัญหาจริง ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ

