จ้างเหมาค่าแรง vs เหมารวมวัสดุ ต่างกันอย่างไร? ข้อดีข้อเสียที่ควรรู้
ก่อนสร้างบ้านหรือต่อเติมบ้าน เจ้าของบ้านมักต้องเลือกระหว่าง จ้างเหมาค่าแรง กับ จ้างเหมารวมวัสดุ ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมงบประมาณ คุณภาพวัสดุ และความรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา
การกำหนดรายละเอียดในสัญญาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะช่วยลดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม วัสดุไม่ได้มาตรฐาน หรืองานก่อสร้างไม่ตรงตามที่ตกลงกัน
◼จ้างเหมาค่าแรง คืออะไร?
จ้างเหมาค่าแรง คือ การที่เจ้าของบ้านหรือผู้ว่าจ้างจัดหาวัสดุก่อสร้างเอง ส่วนผู้รับเหมารับผิดชอบแรงงานและการดำเนินงานก่อสร้างตามที่ตกลงกัน
ตัวอย่างเช่น เจ้าของบ้านซื้อปูน เหล็ก อิฐ กระเบื้อง สุขภัณฑ์ และวัสดุอื่น ๆ เอง ส่วนผู้รับเหมาจัดหาช่างและแรงงานเข้าดำเนินการก่อสร้าง
ข้อดีของการเหมาค่าแรง
เจ้าของบ้านสามารถเลือกและควบคุมคุณภาพวัสดุได้เอง
สามารถเปรียบเทียบราคาและเลือกซื้อวัสดุได้
เห็นราคาวัสดุจริงได้ชัดเจน
เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมงบประมาณและรายละเอียดวัสดุ
ข้อเสียของการเหมาค่าแรง
เจ้าของบ้านต้องจัดซื้อและจัดส่งวัสดุเอง
ต้องบริหารจำนวนและช่วงเวลาที่ต้องใช้วัสดุ
หากวัสดุมาส่งไม่ทัน อาจทำให้งานก่อสร้างล่าช้า
ต้องมีเวลาและความรู้ในการตรวจสอบวัสดุ
หากตกลงรายละเอียดไม่ชัดเจน อาจเกิดข้อโต้แย้งว่าใครต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
◼เหมารวมวัสดุ คืออะไร?
เหมารวมวัสดุ หรือการรับเหมาแบบรวมค่าแรงและวัสดุ คือ ผู้รับเหมารับผิดชอบทั้งแรงงานและการจัดหาวัสดุก่อสร้างตามแบบ รายการ และมาตรฐานที่ตกลงกับผู้ว่าจ้าง
เจ้าของบ้านจึงไม่จำเป็นต้องจัดซื้อวัสดุเอง แต่ควรระบุในสัญญาให้ละเอียดว่าใช้วัสดุประเภทใด ยี่ห้ออะไร รุ่นใด ขนาดเท่าใด และมีมาตรฐานอย่างไร
ข้อดีของการเหมารวมวัสดุ
เจ้าของบ้านไม่ต้องจัดซื้อวัสดุเอง
ลดภาระในการควบคุมและจัดส่งวัสดุ
ผู้รับเหมาสามารถบริหารวัสดุให้สัมพันธ์กับแผนงาน
เหมาะกับเจ้าของบ้านที่ไม่มีเวลาควบคุมหน้างาน
หากกำหนดราคาและรายละเอียดไว้ชัดเจน สามารถวางแผนงบประมาณได้ง่ายขึ้น
ข้อเสียของการเหมารวมวัสดุ
เจ้าของบ้านอาจควบคุมการเลือกซื้อวัสดุได้ยากกว่า
หากระบุสเปกวัสดุไม่ชัดเจน อาจเกิดปัญหาเรื่องคุณภาพ
ต้องระวังการเปลี่ยนวัสดุเป็นของที่ราคาหรือคุณภาพต่ำกว่าที่ตกลง
หากมีการเพิ่มหรือลดงาน อาจเกิดข้อพิพาทเรื่องราคาวัสดุและค่าแรงเพิ่มเติม
เปรียบเทียบจ้างเหมาค่าแรงกับเหมารวมวัสดุ
ประเด็นเหมาค่าแรงเหมารวมวัสดุค่าแรงผู้รับเหมารับผิดชอบผู้รับเหมารับผิดชอบวัสดุผู้ว่าจ้างจัดหาผู้รับเหมาจัดหาการควบคุมวัสดุเจ้าของบ้านควบคุมได้มากต้องกำหนดสเปกในสัญญาภาระเจ้าของบ้านมากกว่าน้อยกว่าการควบคุมงบควบคุมราคาวัสดุได้เองต้องกำหนดราคาและขอบเขตให้ชัดความเสี่ยงวัสดุขาดหรือส่งล่าช้าอาจกระทบงานต้องระวังวัสดุไม่ตรงสเปก
แบบไหนเหมาะกับใคร?
หากเจ้าของบ้าน มีเวลา มีความรู้เรื่องวัสดุ และต้องการเลือกซื้อวัสดุเอง การจ้างเหมาค่าแรงอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
แต่หากเจ้าของบ้าน ไม่มีเวลาจัดซื้อวัสดุหรือต้องการให้ผู้รับเหมาดูแลตั้งแต่วัสดุจนถึงการก่อสร้าง การเหมารวมวัสดุอาจสะดวกกว่า
ไม่ว่าจะเลือกแบบใด สิ่งสำคัญคือควรทำสัญญาให้ชัดเจนว่า ใครรับผิดชอบค่าแรง ใครจัดหาวัสดุ วัสดุต้องมีคุณภาพหรือสเปกอย่างไร ราคาเท่าใด ใครรับผิดชอบกรณีวัสดุเสียหาย และหากมีการเพิ่มหรือลดงานจะคิดราคาอย่างไร
ข้อควรระวังในการทำสัญญา
โดยเฉพาะการเหมารวมวัสดุ ควรระบุ รายการวัสดุ ยี่ห้อ รุ่น ขนาด สี และมาตรฐาน ให้ชัดเจน หากเป็นวัสดุที่ยังไม่กำหนดยี่ห้อ ควรระบุคุณสมบัติขั้นต่ำหรือมาตรฐานที่ต้องการ
ส่วนการเหมาค่าแรง ควรกำหนดให้ชัดเจนว่า วัสดุรายการใดเป็นหน้าที่ของผู้ว่าจ้าง และรายการใดเป็นหน้าที่ของผู้รับเหมา รวมถึงกำหนดว่าหากผู้ว่าจ้างจัดหาวัสดุล่าช้าจนทำให้งานล่าช้า จะมีผลต่อกำหนดส่งมอบงานอย่างไร
สรุป
จ้างเหมาค่าแรง มีข้อดีคือเจ้าของบ้านควบคุมวัสดุและราคาได้เอง แต่ต้องมีเวลาในการจัดซื้อและบริหารวัสดุ ส่วน เหมารวมวัสดุ ช่วยลดภาระของเจ้าของบ้าน แต่ต้องกำหนดรายละเอียดและสเปกวัสดุในสัญญาให้ชัดเจน
เรียบเรียงโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา
**บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปทางกฎหมาย ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับกรณีเฉพาะราย หากมีปัญหาจริง ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจ
