ผิดสัญญาการให้บริการ คืออะไร? สิทธิเรียกร้องและวิธีดำเนินการทางกฎหมาย

ผิดสัญญาการให้บริการ หมายถึง การที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับงานหรือบริการตามที่ได้ตกลงกันไว้ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ดำเนินการเลย ดำเนินการไม่ครบถ้วน ทำงานล่าช้า หรือทำงานไม่ตรงตามรายละเอียดที่ตกลงกัน จนทำให้อีกฝ่ายได้รับความเสียหาย

การทำสัญญาหรือมีหลักฐานการตกลงที่ชัดเจนจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยกำหนดหน้าที่ของแต่ละฝ่าย รวมถึงใช้เป็นหลักฐานในการเรียกร้องสิทธิหากเกิดข้อพิพาทขึ้น

ตัวอย่างการผิดสัญญาการให้บริการ

การผิดสัญญาสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น

  • จ้างทำเว็บไซต์ แต่ผู้รับจ้างไม่ส่งมอบงานภายในกำหนด

  • จ้างช่างซ่อมแซมหรือต่อเติมบ้าน แต่ผู้รับจ้างทำงานไม่เสร็จตามสัญญา

  • จ้างขนส่งสินค้า แต่ผู้ให้บริการไม่ส่งสินค้า หรือส่งสินค้าแล้วเกิดความเสียหาย

  • ผู้รับจ้างดำเนินงาน ไม่ตรงตามแบบหรือรายละเอียดที่ตกลงกันไว้

  • ผู้ว่าจ้างได้รับบริการแล้ว แต่ ไม่ชำระค่าบริการตามกำหนด

ดังนั้น การผิดสัญญาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกรณี “ไม่ทำงาน” เท่านั้น แต่รวมถึงกรณีที่ทำงานไม่ครบ ทำล่าช้า หรือทำงานไม่ตรงตามข้อตกลงด้วย ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อสัญญาและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีประกอบกัน

ลักษณะที่อาจถือว่าเป็นการผิดสัญญา

โดยทั่วไป ประเด็นที่ควรตรวจสอบเมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาการให้บริการ ได้แก่

1. ไม่ปฏิบัติตามสัญญา

คู่สัญญาตกลงให้ดำเนินงานหรือให้บริการ แต่ฝ่ายที่มีหน้าที่กลับไม่ดำเนินการตามที่ตกลงกันไว้

2. ปฏิบัติงานไม่ครบถ้วน

ดำเนินงานเพียงบางส่วน แต่ยังมีงานหรือบริการที่ต้องดำเนินการตามสัญญาเหลืออยู่

3. ปฏิบัติงานล่าช้า

ไม่สามารถส่งมอบงานหรือให้บริการได้ภายในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ โดยต้องพิจารณาด้วยว่ากำหนดเวลาดังกล่าวมีผลผูกพันอย่างไรตามสัญญาและกฎหมาย

4. ทำงานไม่ตรงตามข้อตกลง

แม้จะมีการทำงาน แต่ผลงานหรือบริการที่ได้รับไม่ตรงกับรายละเอียด คุณภาพ หรือเงื่อนไขที่คู่สัญญาตกลงกันไว้

5. ไม่ชำระค่าบริการ

ในทางกลับกัน ผู้ว่าจ้างเองก็อาจเป็นฝ่ายผิดสัญญาได้ หากได้รับบริการตามข้อตกลงแล้วแต่ไม่ชำระค่าบริการตามเงื่อนไขที่กำหนด

หากอีกฝ่ายผิดสัญญา สามารถทำอะไรได้บ้าง?

เมื่อพบว่าคู่สัญญาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง อีกฝ่ายอาจมีสิทธิเรียกร้องหรือใช้สิทธิตามสัญญาและกฎหมาย เช่น

เรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญา
ในกรณีที่ยังสามารถดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงได้ อาจเรียกร้องให้อีกฝ่ายดำเนินการตามหน้าที่ของตน

เรียกค่าเสียหาย
หากการผิดสัญญาทำให้เกิดความเสียหาย อาจมีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย โดยต้องพิจารณาถึงความเสียหายและความสัมพันธ์ระหว่างการผิดสัญญากับความเสียหายที่เกิดขึ้น

บอกเลิกสัญญา
ในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามสัญญาหรือกฎหมาย คู่สัญญาอาจใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้

ดำเนินคดีต่อศาล
หากไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้มีสิทธิอาจพิจารณาใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญา เรียกค่าเสียหาย หรือใช้สิทธิอื่นตามกฎหมาย

หลักฐานสำคัญเมื่อเกิดคดีผิดสัญญา

หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการให้บริการ ควรรวบรวมหลักฐานที่แสดงถึงการทำสัญญา การชำระเงิน การดำเนินงาน และความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น

  • สัญญาจ้างหรือสัญญาให้บริการ

  • ใบเสนอราคา

  • ใบสั่งงานหรือเอกสารข้อตกลง

  • แชตหรือข้อความที่ตกลงรายละเอียดงาน

  • หลักฐานการโอนเงิน

  • ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษี

  • ภาพถ่ายหรือวิดีโอแสดงสภาพงาน

  • เอกสารการส่งมอบงาน

  • หนังสือหรือข้อความทวงถาม

  • หลักฐานแสดงความเสียหายที่เกิดขึ้น

แชตหรือข้อความในโทรศัพท์ก็อาจมีความสำคัญ หากสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าคู่สัญญาตกลงเรื่องใด มีหน้าที่ต้องทำอะไร กำหนดส่งงานเมื่อใด และภายหลังเกิดปัญหาอย่างไร

ก่อนฟ้องคดีควรตรวจสอบอะไร?

ก่อนดำเนินคดีเกี่ยวกับการผิดสัญญาการให้บริการ ควรตรวจสอบอย่างน้อยว่า

  1. มีการทำสัญญาหรือมีข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาหรือไม่

  2. แต่ละฝ่ายมีหน้าที่อะไรตามข้อตกลง

  3. ฝ่ายใดเป็นผู้ผิดสัญญา

  4. การผิดสัญญาเกิดขึ้นเมื่อใด

  5. มีการบอกกล่าวหรือทวงถามให้อีกฝ่ายแก้ไขหรือปฏิบัติตามสัญญาหรือไม่

  6. มีความเสียหายเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และเสียหายอย่างไร

  7. มีหลักฐานใดที่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างได้

  8. การเรียกร้องยังอยู่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

การตรวจสอบประเด็นเหล่านี้ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้สามารถกำหนดแนวทางในการเรียกร้องสิทธิได้อย่างเหมาะสม

สรุป

ผิดสัญญาการให้บริการ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะกรณีที่อีกฝ่ายไม่ทำงานเท่านั้น แต่ยังอาจรวมถึงการทำงานไม่ครบ ทำงานล่าช้า หรือทำงานไม่ตรงตามข้อตกลง ทั้งนี้ ต้องพิจารณาจากสัญญา ข้อตกลง และข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี

หากเกิดความเสียหาย คู่สัญญาอาจมีสิทธิเรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญา เรียกค่าเสียหาย บอกเลิกสัญญา หรือดำเนินคดีต่อศาลได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ดังนั้น หากเกิดปัญหา ควรเก็บหลักฐานทั้งหมดไว้ตั้งแต่เริ่มเกิดข้อพิพาท และตรวจสอบสิทธิของตนเองก่อนดำเนินการ เพราะรายละเอียดเพียงเล็กน้อยในสัญญาหรือหลักฐานการตกลง อาจมีผลต่อแนวทางการดำเนินคดีได้

บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ให้คำปรึกษาและดำเนินคดีทุกระดับ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของลูกความ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น การใช้สิทธิและผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เงื่อนไขในสัญญา และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี