หนี้บัตรเครดิตเท่าไรถึงจะถูกฟ้อง? ไขข้อข้องใจยอดหนี้ขั้นต่ำที่ธนาคารตัดสินใจดำเนินคดี

หนึ่งในคำถามยอดฮิตของผู้ที่เริ่มมีปัญหาค้างชำระหนี้บัตรเครดิต บัตรสินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสดคือ "ถ้าเราค้างหนี้อยู่หลักพัน หรือหลักหมื่นต้นๆ ธนาคารจะคุ้มฟ้องไหม? หนี้ต้องยอดเท่าไหร่ถึงจะโดนหมายศาล?" หลายคนเข้าใจผิดว่ามียอดน้อยแล้วจะไม่ถูกฟ้อง มาทำความเข้าใจเกณฑ์การพิจารณาฟ้องร้องของสถาบันการเงินและบริษัทรับซื้อหนี้ให้ชัดเจนกันครับ

1. หนี้บัตรเครดิตต้องมียอดเท่าไหร่ ถึงจะถูกฟ้องศาล?

ในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ "ไม่มีกฎหมายกำหนดวงเงินขั้นต่ำ" ที่ต้องถึงเกณฑ์แล้วจึงจะฟ้องได้

  • ฟ้องได้ทุกยอดเงิน: หากมีการผิดสัญญาเกิดขึ้น ไม่ว่ายอดหนี้จะเป็นหลักพัน หลักหมื่น หรือหลักแสน เจ้าหนี้ (ธนาคาร หรือ บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่รับซื้อหนี้มา) มีสิทธิตามกฎหมายในการยื่นฟ้องศาลเพื่อเรียกเงินคืนได้ทั้งหมด

  • เกณฑ์การตัดสินใจของเจ้าหนี้: แม้จะฟ้องได้ทุกยอด แต่ในทางธุรกิจสถาบันการเงินจะพิจารณาจาก "ความคุ้มค่าในการดำเนินคดี" (เทียบระหว่างค่าใช้จ่ายในการฟ้อง ค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนายความ กับโอกาสที่จะบังคับคดีได้จริง) ทำให้เจ้าหนี้ส่วนใหญ่มักมีเกณฑ์ภายใน เช่น ยอดหนี้ควรจะเกินหลักหมื่นบาทขึ้นไป (เช่น 10,000 - 30,000 บาทขึ้นไป) จึงจะคุ้มค่ากับการส่งฟ้องศาล

2. ทำไมหนี้หลักพัน หรือยอดน้อยๆ บางครั้งถึงถูกฟ้อง?

หลายคนชะล่าใจเพราะคิดว่ายอดหนี้คงค้างน้อยเกินกว่าที่ธนาคารจะสนใจ แต่ในความเป็นจริง ยอดหนี้หลักพันก็อาจถูกฟ้องได้ด้วยเหตุผลเหล่านี้:

  • ยอดหนี้รวมพอกพูนตามเวลา: ยอดเริ่มต้นอาจจะหลักพัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือนหรือเป็นปี มีการบวกดอกเบี้ยผิดนัดชำระ ค่าติดตามทวงถาม และค่าธรรมเนียมต่างๆ ทบต้นจนยอดหนี้ขยับขึ้นมาอยู่ในหลักหมื่น ซึ่งเพียงพอที่เจ้าหนล จะตัดสินใจฟ้องร้อง

  • นโยบายของ "บริษัทรับซื้อหนี้" (AMC): ปัจจุบันธนาคารมักจะขายหนี้เสีย (NPL) จำนวนมากในราคาเหมาให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ บริษัทเหล่านี้มักจะนำหนี้ทั้งหมดทุกขนาด (ทั้งยอดเล็กและยอดใหญ่) มาทยอยยื่นฟ้องศาลเป็นจำนวนมากเพื่อเร่งกระบวนการทางกฎหมาย

3. สิ่งที่ลูกหนี้ต้องระวัง เมื่อมียอดหนี้ค้างชำระ (ไม่ว่าจะยอดน้อยหรือยอดมาก)

  • อย่าชะล่าใจรอให้ยอดเยอะแล้วค่อยเคลียร์: การปล่อยให้หนี้ค้างไว้ นอกจากจะทำให้เสียประวัติเครดิตบูโรแล้ว ยอดหนี้จะยิ่งบวมขึ้นจากดอกเบี้ยและค่าปรับตามกฎหมาย

  • ระวังหมายศาลมาเยือนไม่รู้ตัว: เมื่อถึงจุดที่เจ้าหนี้มองว่าคุ้มค่า หรือใกล้จะครบกำหนดอายุความ 2 ปี เจ้าหนี้จะรีบยื่นฟ้องศาลทันที ไม่ว่ายอดหนี้จะเป็นเท่าใดก็ตาม

4. แนวทางปฏิบัติเมื่อถูกฟ้องคดีบัตรเครดิต (ไม่ว่าจะยอดเท่าไหร่)

  1. ตรวจสอบหมายศาลให้ละเอียด: ดูยอดฟ้องร้องที่แท้จริงว่ามีการบวกดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายเกินจริงหรือไม่ และตรวจสอบวันที่ผิดนัดชำระว่าเกินอายุความ 2 ปีหรือยัง

  2. เจรจาไกล่เกลี่ยในชั้นศาล: หากหนี้ถูกต้องและเรามีกำลังผ่อนชำระ การไปศาลในวันนัดเพื่อเจรจาขอผ่อนชำระตามกำลัง (หรือขอส่วนลดปิดบัญชี) เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

  3. อย่าหนีศาลเด็ดขาด: ไม่ว่ายอดหนี้จะน้อยแค่ไหน การขาดนัดไม่ไปศาลจะทำให้เจ้าหนี้ชนะคดีและนำคำพิพากษาไปสืบทรัพย์ อายัดเงินเดือน หรือยึดทรัพย์สินต่อไปได้

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น การพิจารณาว่าหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ต้องพิจารณาจากสัญญา ประเภทของหนี้ วันผิดนัด ประวัติการชำระหนี้ และข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

บทความโดย: ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น (สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา)