ไม่ไปศาลคดีบัตรเครดิต จะเกิดอะไรขึ้น? ผลกระทบที่ลูกหนี้ต้องรู้ก่อนสายเกินแก้
เมื่อได้รับหมายศาลคดีบัตรเครดิต บัตรสินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด ลูกหนี้หลายคนเกิดความกลัว ความเครียด หรือคิดเข้าข้างตัวเองว่า “ถ้าไม่ไปศาล ปล่อยให้เรื่องเงียบไป เดี๋ยวเรื่องคงจบเอง หรือเจ้าหนี้คงทำอะไรไม่ได้”
ขอย้ำเตือนตรงนี้เลยว่า การไม่ไปศาลคือความผิดพลาดและอันตรายที่สุด เพราะในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง การที่คุณหายตัวไปไม่ได้ทำให้หนี้หายตามไปด้วย แต่กลับจะทำให้คุณเสียสิทธิ์ในการปกป้องตัวเองอย่างสิ้นเชิง มาดูกันครับว่าหากไม่ไปศาลจะเกิดผลกระทบอะไรตามมาบ้าง
1. ศาลจะพิพากษาให้คุณ "แพ้คดีโดยปริยาย" (ขาดนัดพิจารณา)
ผลกระทบข้อแรกและสำคัญที่สุดคือ เมื่อถึงวันนัดพิจารณาคดี หากโจทก์ (ธนาคารหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์) มาศาลฝ่ายเดียว แต่จำเลย (ลูกหนี้) ไม่เดินทางไปศาล และไม่มีทนายความไปยื่นคำให้การต่อสู้คดี ศาลจะถือว่าคุณ "ขาดนัดพิจารณาคดี"
ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลมีอำนาจสืบพยานฝ่ายโจทก์ฝ่ายเดียว และ พิพากษาให้เจ้าหนี้เป็นฝ่ายชนะคดีตามคำฟ้องทั้งหมด โดยที่ศาลไม่มีหน้าที่ต้องมานั่งตรวจสอบว่าหนี้นั้นถูกต้องหรือขาดอายุความไปแล้วหรือไม่ เพราะคุณไม่ได้เดินทางไปยกข้อต่อสู้ด้วยตนเอง
2. เสียสิทธิ์ในการต่อสู้เรื่อง "ขาดอายุความ" หรือยอดหนี้ที่ไม่ถูกต้อง
ต่อให้ข้อเท็จจริงจริง ๆ แล้วหนี้บัตรเครดิตก้อนนั้นจะหยุดจ่ายมานานกว่า 3-4 ปี ซึ่งเข้าข่าย "ขาดอายุความ 2 ปี" หรือแม้แต่ในคำฟ้องจะมีการคิดคำนวณดอกเบี้ย ค่าปรับ หรือค่าติดตามทวงถามที่สูงเกินจริง แต่เมื่อคุณไม่ไปศาล:
สิทธิ์ในการยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความจะสูญเปล่าทันที เพราะหลักกฎหมายไทยกำหนดว่าเรื่องอายุความไม่ใช่ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจะไม่หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยให้เองอัตโนมัติ หากจำเลยไม่ไปศาลและไม่เขียนคำให้การสู้คดี ศาลก็จำต้องพิพากษาให้คุณต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนตามที่เจ้าหนี้ฟ้องร้อง
3. เจ้าหนี้นำคำพิพากษาไป "บังคับคดี" (ยึดทรัพย์ / อายัดเงินเดือน)
เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้คุณแพ้คดีเพราะไม่ไปศาล เจ้าหนี้จะได้ "คำบังคับ" ให้คุณชำระเงินตามคำพิพากษาภายในระยะเวลาที่กำหนด (เช่น 30 วัน) หากพ้นกำหนดแล้วคุณยังนิ่งเฉย เจ้าหนี้จะมีอำนาจทางกฎหมายเต็มที่ในการดำเนินการ:
อายัดเงินเดือนและโบนัส: ส่งเรื่องไปยังกรมบังคับคดีเพื่อให้หักเงินเดือนของคุณ (กรณีมีรายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น พนักงานบริษัทที่มีเงินเดือนเกิน 20,000 บาทขึ้นไป)
อายัดบัญชีเงินฝาก: อายัดเงินทุกบาททุกสตางค์ที่มีอยู่ในบัญชีธนาคารต่าง ๆ ของคุณ
ยึดทรัพย์สินอื่น ๆ: ดำเนินการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์สินที่เป็นชื่อของคุณ เช่น บ้าน ที่ดิน หรือรถยนต์ เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาใช้หนี้
4. หมดโอกาสเจรจาต่อรอง หรือทำข้อตกลงที่ผ่อนปรน
การเดินทางไปศาลในวันนัดไม่ได้มีไว้สำหรับสู้คดีอย่างเดียว แต่เป็น "โอกาสทองในการเจรจาไกล่เกลี่ย"
ที่ศาลจะมีเจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ยและนิติกรคอยช่วยเหลือ หากคุณไปศาล คุณสามารถเจรจากับทนายฝั่งโจทก์เพื่อขอผ่อนชำระค่างวดตามกำลังที่แท้จริง ขอขยายระยะเวลาชำระหนี้ หรือขอส่วนลดในการปิดบัญชี (Haircut) ในเงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่าการถูกบังคับคดี แต่หากคุณไม่ไปศาล โอกาสในการเจรจาต่อรองเหล่านี้จะปิดตายลงทันที
**สรุปคำแนะนำจากทนายความ หากคุณได้รับหมายศาลคดีบัตรเครดิต "ห้ามหนีและห้ามเพิกเฉยเด็ดขาด" ให้รีบตรวจสอบเอกสาร วันนัด และรวบรวมหลักฐาน หากไม่มั่นใจว่าจะต้องทำคำให้การอย่างไร แนะนำให้รีบรวบรวมหมายศาลแล้วเข้ามาปรึกษาทนายความเพื่อเตรียมตัวไปศาลอย่างถูกต้อง การเผชิญหน้าและสู้คดีตามสิทธิ์ จะช่วยปกป้องทรัพย์สินและเงินในกระเป๋าของคุณได้ดีที่สุดครับ
บทความโดย: ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น (สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา)
