ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตที่ถูกฟ้อง เรียกได้ทั้งหมดหรือไม่? ไขข้อข้องใจที่ลูกหนี้ต้องรู้

เมื่อได้รับหมายศาลคดีบัตรเครดิต บัตรสินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด ลูกหนี้หลายคนมักจะเป็นลมเมื่อเห็นยอดฟ้องรวม เพราะเมื่อหักลบกับเงินต้นที่เคยใช้ไปจริงแล้ว ยอดหนี้กลับพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว เนื่องจากการบวกดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าติดตามทวงถาม และค่าธรรมเนียมต่างๆ เข้าไป คำถามสำคัญคือ "ในทางกฎหมาย เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ทั้งหมดจริงหรือเปล่า?" บทความนี้มีคำตอบครับ

1. ดอกเบี้ยบัตรเครดิต เรียกได้เท่าไหร่ตามกฎหมาย?

ในอดีตสถาบันการเงินอาจมีการคิดอัตราดอกเบี้ยหรือค่าปรับค่อนข้างสูง แต่ในปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีประกาศควบคุมอย่างเข้มงวด

  • เพดานดอกเบี้ยสูงสุด: อัตราดอกเบี้ย เบี้ยปรับ ค่าปรับ และค่าธรรมเนียมใดๆ รวมกันสำหรับ "บัตรเครดิต" จะต้องไม่เกิน 16% ต่อปี และสำหรับ "สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ" จะต้องไม่เกิน 25% ต่อปี

  • หากคิดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด: หากเจ้าหนี้ฟ้องร้องโดยคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าเพดานที่ ธปท. กำหนด หรือคิดดอกเบี้ยทบต้นผิดวิธี ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยที่เกินอัตรานั้นจะตกเป็น "โมฆะ" ลูกหนี้ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายในส่วนที่เกินกฎหมายกำหนดนั้น

2. ค่าติดตามทวงถามหนี้และค่าธรรมเนียมต่างๆ เรียกเก็บได้ทั้งหมดไหม?

นอกจากดอกเบี้ยแล้ว ในใบฟ้องมักจะมีรายการค่าใช้จ่ายจิปาถะ เช่น ค่าติดตามทวงถามหนี้ ค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ซึ่งมีหลักเกณฑ์การพิจารณาดังนี้

  • ต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้: ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด (เช่น การทวงถามในแต่ละรอบการชำระหนี้ต้องไม่เกินเรทที่กฎหมายกำหนด) หากเจ้าหนี้เรียกเก็บสูงเกินจริง ศาลมีอำนาจปรับลดลงให้มีความเหมาะสมได้

  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี (ค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมศาล): ในส่วนนี้ศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจกำหนดตามความเหมาะสมของรูปคดี โดยปกติศาลจะกำหนดค่าทนายความและค่าใช้จ่ายให้ตามความยากง่ายของคดีและทุนทรัพย์ ไม่ใช่ว่าเจ้าหนี้จะเรียกเก็บตามอำเภอใจเท่าไหร่ก็ได้

3. ข้อสังเกต: รายการไหนบ้างที่มักถูกศาล "ตัดทอนหรือลดลง"?

หากมีการต่อสู้คดีหรือนำประเด็นเรื่องยอดหนี้ขึ้นมาตรวจสอบในศาล รายการที่มักจะไม่สามารถเรียกเก็บได้เต็มจำนวน (หรือถูกศาลสั่งตัดลดลง) ได้แก่

  1. ดอกเบี้ยผิดนัดชำระที่คิดซ้ำซ้อน: การคิดดอกเบี้ยบนยอดหนี้ที่รวมค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมทับซ้อนกันเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต

  2. เบี้ยปรับหรือค่าปรับล่าช้าที่สูงเกินส่วน: หากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับที่เรียกเก็บนั้นสูงเกินส่วนอย่างไม่สมเหตุสมผล ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจปรับลดลงให้ลดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383

  3. ค่าใช้จ่ายแอบแฝงที่ไม่มีกฎหมายรองรับ: ค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เรียกเก็บโดยไม่มีสัญญาหรือไม่มีกฎหมายเฉพาะรองรับชัดเจน

4. แนวทางปฏิบัติของลูกหนี้ เมื่อพบว่าดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมสูงเกินจริง

  • ตรวจสอบตารางคำนวณท้ายฟ้อง: อย่าดูเพียงยอดรวมสุทธิ ให้เปิดดูตารางรายละเอียดการคำนวณเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าปรับย้อนหลังในเอกสารแนบท้ายคำฟ้อง

  • ใช้สิทธิคัดค้านหรือเจรจาในศาล: หากพบว่ามีการคิดดอกเบี้ยเกินเพดาน หรือบวกค่าธรรมเนียมไม่ถูกต้อง ลูกหนี้สามารถนำประเด็นนี้ยื่นคำให้การต่อสู้คดี หรือใช้เป็น "อำนาจต่อรองในห้องไกล่เกลี่ย" เพื่อกดดันให้ทนายฝั่งโจทก์ยอมตัดลดดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายส่วนเกินออกไป ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

  • อย่ายอมจำนนจ่ายยอดเต็มโดยไม่ตรวจสอบ: การปล่อยให้ศาลพิพากษาไปตามฟ้องโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียด จะทำให้คุณต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้นไปตลอดกาล

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น การพิจารณาว่าหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ต้องพิจารณาจากสัญญา ประเภทของหนี้ วันผิดนัด ประวัติการชำระหนี้ และข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

บทความโดย: ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น (สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา)