หนี้บัตรเครดิตหลายใบ ถูกฟ้องพร้อมกันได้หรือไม่? แนวทางรับมือเมื่อเผชิญหมายศาลหลายคดี
สำหรับผู้ที่ประสบปัญหาทางการเงินและมีหนี้สินหลายรายการ ทั้งบัตรเครดิต บัตรสินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรกดเงินสดจากสถาบันการเงินหลายแห่ง สิ่งที่มักสร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลมากที่สุดคือ "ถ้าเราหยุดจ่ายหนี้หลายใบพร้อมๆ กัน เราจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีพร้อมกันทีเดียวทุกใบเลยหรือไม่?" และหากมีหมายศาลมาส่งที่บ้านพร้อมกันหลายฉบับ ลูกหนี้จะต้องรับมืออย่างไร บทความนี้มีคำตอบทางกฎหมายมาอธิบายให้ฟังครับ
1. หนี้บัตรเครดิตหลายใบ "ถูกฟ้องพร้อมกันได้หรือไม่?"
คำตอบคือ "สามารถถูกฟ้องพร้อมกันได้ครับ"
สิทธิของเจ้าหนี้แต่ละราย: ในทางกฎหมาย หนี้บัตรเครดิตแต่ละใบถือเป็นสัญญาแยก irc (สัญญาต่างหากจากกัน) ไม่ว่าคุณจะเป็นหนี้ธนาคาร A, ธนาคาร B หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ C เจ้าหนี้แต่ละรายต่างก็มีสิทธิตามกฎหมายในการยื่นฟ้องดำเนินคดีกับคุณได้ตลอดเวลาเมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้
กรณีบริษัทรับซื้อหนี้ (AMC) รายเดียวกัน: บ่อยครั้งที่หนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อหลายใบของคุณจากธนาคารต่างๆ ถูกขายต่อไปให้ "บริษัทบริหารสินทรัพย์" (AMC) เจ้าเดียวกัน เมื่อบริษัทนั้นถือครองหนี้หลายบัญชีของคุณ เขาก็มีสิทธิที่จะยื่นฟ้องคดีคุณพร้อมๆ กันทีเดียวหลายสำนวน หรือทยอยยื่นฟ้องไล่เลี่ยกันได้ตามนโยบายของบริษัท
2. ถ้าถูกฟ้องพร้อมกันหลายคดี จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
การถูกฟ้องหลายคดีพร้อมกันจะส่งผลกระทบและมีขั้นตอนทางกฎหมายที่คุณต้องทำความเข้าใจ ดังนี้:
ได้รับหมายศาลหลายฉบับ / หลายคดี: คุณอาจได้รับหมายเรียกและคำฟ้องแยกเป็นรายคดี (หมายเลขคดีดำคนละหมายเลข) และอาจมีวันนัดไปศาลในวันเดียวกัน หรือคนละวันกัน
ภาระค่าใช้จ่ายและทุนทรัพย์รวมสูงขึ้น: แต่ละคดีจะมีการคิดค่าธรรมเนียมศาลและค่าทนายความแยกออกจากกัน ทำให้ภาระหนี้โดยรวมพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว
การบังคับคดี (อายัดเงินเดือนซ้อนกัน): หากปล่อยให้ทุกคดีพิพากษาไปตามฟ้อง เจ้าหนี้แต่ละรายสามารถนำคำพิพากษาไปสืบทรัพย์และขออายัดเงินเดือนหรืออายัดบัญชีของคุณได้ ซึ่งตามกฎหมายกรมบังคับคดีจะมีเกณฑ์การหักเงินเดือน แต่การถูกฟ้องหลายคดีจะทำให้จัดการชีวิตและกระแสเงินสดได้ยากมากๆ
3. แนวทางปฏิบัติและวิธีรับมือ เมื่อถูกฟ้องหนี้หลายใบพร้อมกัน
หากคุณเปิดซองจดหมายแล้วพบหมายศาลหลายฉบับพร้อมกัน ห้ามหนีเด็ดขาด! ให้ใช้แนวทางปฏิบัติดังนี้:
แยกแยะและตรวจสอบแต่ละคดีให้ละเอียด: นำหมายศาลทุกฉบับมาคัดแยกรายคดี ตรวจสอบยอดหนี้ วันนัดศาล และตรวจสอบดูว่าคดีไหนบ้างที่ "ขาดอายุความ 2 ปีแล้ว" หรือคดีไหนที่ยอดหนี้ถูกต้อง
วางแผนการเดินทางไปศาล (ทุกนัด): แม้จะเหนื่อยหรือเครียดแค่ไหน คุณต้องไปศาลตามนัดของทุกๆ คดี (หรือแต่งตั้งทนายความดูแลแทน) การขาดนัดคดีใดคดีหนึ่งจะทำให้แพ้คดีและถูกพิพากษาให้ชำระหนี้เต็มจำนวนทันที
เจรจาไกล่เกลี่ยแบบ "ภาพรวม" (Bundle Negotiation): ข้อดีของการไปศาลหลายคดีพร้อมกันคือ คุณสามารถแจ้งต่อหน้าผู้ประนีประนอมหรือทนายฝั่งโจทก์ได้ว่า "เรามีหนี้หลายคดีที่ถูกฟ้องพร้อมกัน และมีกำลังผ่อนชำระจำกัดเพียงเท่านี้" เพื่อขอเจรจาทำข้อตกลงในลักษณะที่ไม่สร้างภาระเกินตัวจนเกินไป หรือเจรจาขอส่วนลดปิดบัญชี (Haircut) เป็นรายตัวที่พอจะหาเงินก้อนมาเคลียร์ได้
จัดลำดับความสำคัญในการเจรจา: หากมีเจ้าหนี้หลายราย ลองพิจารณาว่าเจ้าหนี้รายใดให้เงื่อนไขการผ่อนปรนหรือส่วนลดที่ดีที่สุด เพื่อทยอยเคลียร์ภาระหนี้ทีละส่วน
คำแนะนำจากทนายความ : การมีหนี้บัตรเครดิตหลายใบแล้วถูกฟ้องพร้อมกันหลายคดี ถือเป็นสถานการณ์ที่กดดันอย่างมาก แต่การหลบหนีหรือเพิกเฉยจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง เพราะจะถูกบังคับคดีอายัดทรัพย์สินทุกทางพร้อมกัน หากคุณกำลังเผชิญปัญหานี้และไม่รู้จะเริ่มจัดการอย่างไร แนะนำให้รวบรวมหมายศาลทั้งหมดแล้วรีบปรึกษาทนายความเพื่อวางแผนยื่นคำให้การสู้คดี หรือวางกลยุทธ์การเจรจาไกล่เกลี่ยในศาลให้สอดคล้องกับรายได้จริงของคุณครับ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น การพิจารณาว่าหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ต้องพิจารณาจากสัญญา ประเภทของหนี้ วันผิดนัด ประวัติการชำระหนี้ และข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
บทความโดย: ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น (สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา)
