ศาลพิพากษาให้ชำระหนี้บัตรเครดิต แต่ไม่มีเงินจ่าย ทำอย่างไร? ทางออกและข้อควรรู้สำหรับลูกหนี้
เมื่อกระบวนการพิจารณาในศาลสิ้นสุดลง และ "ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้บัตรเครดิต" ตามฟ้อง แต่ในความเป็นจริงสถานะทางการเงินของคุณย่ำแย่ ตกงาน หรือ "ไม่มีเงินก้อนและไม่มีเงินจ่าย" ตามที่ศาลสั่ง ลูกหนี้หลายคนมักเกิดความเครียดและกังวลว่าจะต้องติดคุกหรือไม่? บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจและแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายครับ
1. เป็นหนี้บัตรเครดิต "ติดคุกหรือไม่?" (ทำความเข้าใจก่อน)
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อคลายความกังวลคือ "หนี้บัตรเครดิตและหนี้แพ่งทั่วไป ไม่ใช่คดีอาญา ไม่มีทางติดคุกเพราะไม่มีเงินจ่าย"
ตามรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ห้ามมิให้มีการกักขังหรือจำคุกบุคคลเพียงเพราะไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาทางแพ่งได้
การที่ศาลพิพากษาให้จ่ายเงิน เป็นการบังคับในทางทรัพย์สิน (ทางแพ่ง) เท่านั้น ไม่ใช่การทำผิดทางอาญา ดังนั้น สบายใจได้ว่าคุณจะไม่ถูกตำรวจจับเข้าคุกเพราะไม่มีเงินจ่ายหนี้บัตรเครดิตแน่นอนครับ
2. ขั้นตอนหลังจากศาลพิพากษา เจ้าหนี้จะทำอะไรต่อ?
เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว เจ้าหนี้ (ธนาคารหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์) จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย ดังนี้:
ออก "คำบังคับ": ศาลจะออกเอกสารที่เรียกว่า คำบังคับ ให้คุณชำระเงินตามคำพิพากษาภายในระยะเวลาที่กำหนด (โดยทั่วไปคือ 30 นับแต่วันที่ได้รับคำบังคับ)
กระบวนการสืบทรัพย์: หากพ้นกำหนด 30 วันแล้วคุณยังไม่มีเงินจ่ายและไม่ได้ติดต่อเจรจา เจ้าหนี้จะมีอำนาจไปตรวจสอบหาทรัพย์สินที่เป็นชื่อของคุณ (เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ หรือบัญชีเงินเดือน) เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลขอ "หมายบังคับคดี" และตั้งเรื่องยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์นำออกขายทอดตลาด
3. ถ้าไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย และไม่มีเงินจ่าย จะเกิดอะไรขึ้น?
หากคุณตกอยู่ในสถานะที่ "ไม่มีทรัพย์สินอะไรเป็นชื่อของตัวเองเลย" (ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ ไม่ได้ทำงานประจำ หรือไม่มีเงินเก็บในบัญชี) ผลลัพธ์ทางกฎหมายจะมีดังนี้:
เจ้าหนี้ไม่สามารถยึดอะไรได้: เจ้าหนี้หรือกรมบังคับคดีจะไม่สามารถยึดทรัพย์สินใดๆ ของคุณได้ เพราะกฎหมายไม่อนุญาตให้ยึดสิ่งของที่ไม่มีอยู่จริง
สถานะการบังคับคดีจะค้างไว้: เจ้าหนี้อาจพยายามสืบทรัพย์ไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (อายุความในการบังคับคดี 10 ปี นับแต่วันพิพากษา) หากในระหว่างนี้คุณยังไม่มีทรัพย์สิน เจ้าหนี้ก็ยังไม่สามารถบังคับคดีอะไรได้จนกว่าคุณจะมีทรัพย์สินหรือมีรายได้ขึ้นมาใหม่
4. แนวทางปฏิบัติและทางออก เมื่อไม่มีเงินจ่ายจริงๆ
แม้จะไม่มีเงินจ่ายและไม่ติดคุก แต่คุณก็ไม่ควรนิ่งเฉยหรือปล่อยปละละเลย แนะนำให้ดำเนินการตามแนวทางเหล่านี้:
เจรจาขอผ่อนผันหรือปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้: แม้คดีจะถึงชั้นศาลหรือชั้นบังคับคดีแล้ว คุณยังสามารถติดต่อกับฝ่ายกฎหมายหรือสำนักงานทนายความของเจ้าหนี้ เพื่อแจ้งสถานะความยากลำบาก และขอเจรจาผ่อนชำระรายเดือนตามกำลังที่ไหว (เช่น ขอผ่อนจ่ายเดือนละหลักร้อยหรือหลักพันตามจริง)
หากถูกอายัดเงินเดือน ให้ศึกษาเกณฑ์ของกรมบังคับคดี: หากในอนาคตคุณได้งานทำและมีเงินเดือนเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (เช่น เกณฑ์เงินเดือนพนักงานทั่วไปต้องเกิน 20,000 บาทขึ้นไป จึงจะถูกอายัดเงินเดือนได้ในอัตราที่กฎหมายกำหนด เช่น 30% หรือตามขั้นบันได) กรมบังคับคดีจะทำเรื่องหักจากที่ทำงานโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้คุณยังเหลือเงินใช้จ่ายดำรงชีพ
ติดตามเจรจาขอส่วนลดปิดบัญชี (Haircut) ในอนาคต: หากในอนาคตพอจะมีเงินก้อนจากการหยิบยืมญาติพี่น้อง หรือเก็บหอมรอมริบได้ สามารถติดต่อขอเจรจาจ่ายปิดบัญชีจบในยอดเดียว (Haircut) ในราคาพิเศษ ซึ่งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่มักยินยอมลดหนี้ให้หากเห็นว่าลูกหนี้พยายามหาเงินมาปิดจบ
คำแนะนำจากทนายความ : การไม่มีเงินจ่ายหลังศาลพิพากษาไม่ใช่จุดจบของชีวิต ตั้งสติให้มั่นใจว่า "หนี้บัตรเครดิตไม่ติดคุก" แต่ควรเปิดใจเจรจา ติดต่อเจ้าหนี้หรือกรมบังคับคดีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในการหาทางออก หลีกเลี่ยงการหนีหายอย่างไร้ร่องรอย เพราะการสื่อสารและแสดงเจตนาที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณเจรจาหาข้อยุติที่ประนีประนอมร่วมกันได้ง่ายขึ้นครับ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น การพิจารณาว่าหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ต้องพิจารณาจากสัญญา ประเภทของหนี้ วันผิดนัด ประวัติการชำระหนี้ และข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
บทความโดย: ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น (สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา)
