ขั้นตอนการฟ้องคดีกู้ยืมเงิน ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงบังคับคดี

1. นำหลักฐานเข้าปรึกษาทนาย และแต่งตั้งทนายดำเนินคดี

ขั้นตอนแรก เจ้าหนี้ควรรวบรวมเอกสารและหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงิน ไม่ว่าจะเป็นสัญญากู้ หลักฐานการโอนเงิน แชทสนทนา หนังสือรับสภาพหนี้ หรือหลักฐานการทวงถามต่าง ๆ เพื่อนำเข้าปรึกษาทนายความ

ทนายจะตรวจสอบว่า

* พยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่

* สามารถฟ้องร้องได้หรือไม่

* มีประเด็นทางกฎหมายใดต้องระวัง

* ดอกเบี้ยหรือข้อตกลงเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

หากตกลงว่าจ้างดำเนินคดี เจ้าหนี้จะต้องลงนามใน “ใบแต่งทนายความ” เพื่อมอบอำนาจให้ทนายดำเนินการแทนในชั้นศาลและขั้นตอนต่าง ๆ ตามกฎหมาย

2. ทนายจัดเตรียมเอกสารและเรียบเรียงคำฟ้อง

เมื่อได้รับมอบหมาย ทนายจะดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงและจัดเตรียมเอกสารทั้งหมดเข้าสำนวนคดี พร้อมเรียบเรียงรายละเอียดเป็น “คำฟ้อง”

โดยจะระบุสาระสำคัญ เช่น

* วันเดือนปีที่กู้ยืม

* จำนวนเงินที่กู้

* วิธีการชำระเงิน

* กำหนดชำระหนี้

* การผิดนัดของลูกหนี้

* จำนวนหนี้คงเหลือ

* ดอกเบี้ยที่เรียกร้อง

รวมถึงจัดทำบัญชีพยานและเอกสารประกอบ เพื่อให้คำฟ้องมีความครบถ้วนและชัดเจนตามกระบวนการของศาล

3. ทนายดำเนินการคัดทะเบียนราษฎรและตรวจสอบข้อมูลจำเลย

ก่อนยื่นฟ้อง ทนายจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลของจำเลยให้ถูกต้อง เพื่อใช้ในการระบุภูมิลำเนาและที่อยู่สำหรับส่งหมายศาล

ขั้นตอนนี้มักรวมถึง

* คัดทะเบียนราษฎร

* ตรวจสอบชื่อ-นามสกุล

* ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน

* ตรวจสอบที่อยู่ปัจจุบันของจำเลย

เนื่องจากหากข้อมูลคลาดเคลื่อน อาจทำให้การส่งหมายศาลล่าช้าหรือมีปัญหาในภายหลังได้

4. ยื่นฟ้องคดีผ่านระบบออนไลน์ของศาล

เมื่อเอกสารครบถ้วน ทนายจะดำเนินการยื่นฟ้องผ่านระบบ e-Filing ของ สำนักงานศาลยุติธรรม

โดยขั้นตอนนี้ประกอบด้วย

* อัปโหลดคำฟ้องและเอกสารหลักฐาน

* ชำระค่าธรรมเนียมศาล

* ส่งคำฟ้องเข้าสู่ระบบของศาล

เมื่อศาลตรวจสอบแล้ว หากเห็นว่าคำฟ้องถูกต้องครบถ้วน ศาลจะมีคำสั่ง “รับฟ้อง” และกำหนดเลขคดี พร้อมออกหมายเรียกส่งไปยังจำเลย

5. รอวันนัดศาล และเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหรือพิจารณาคดี

หลังศาลรับฟ้อง ศาลจะกำหนดวันนัดเพื่อให้คู่ความมาศาล

ในคดีส่วนใหญ่ ศาลจะเปิดโอกาสให้คู่กรณีเจรจาไกล่เกลี่ยกันก่อน เพื่อหาทางชำระหนี้โดยไม่ต้องสืบพยานจนสิ้นคดี

กรณีที่ตกลงกันได้ อาจมีการทำบันทึกข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความต่อศาล ซึ่งมีผลผูกพันตามกฎหมาย

แต่หากตกลงกันไม่ได้ คดีก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณา สืบพยาน และรอฟังคำพิพากษาต่อไป

6. หากจำเลยไม่ชำระหนี้ สามารถดำเนินการบังคับคดีได้

เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยยังเพิกเฉยหรือไม่ยอมชำระ เจ้าหนี้สามารถดำเนินการ “ตั้งเรื่องบังคับคดี” ต่อ กรมบังคับคดี ได้

การบังคับคดีอาจรวมถึง

* การยึดทรัพย์สิน

* อายัดบัญชีธนาคาร

* อายัดเงินเดือน

* ขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้

เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาล

อย่างไรก็ตาม หากลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีรายได้ หรือไม่ปรากฏทรัพย์ให้บังคับคดี เจ้าหนี้อาจต้องติดตามทรัพย์สินของลูกหนี้ในภายหลังต่อไปตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด

บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ให้คำปรึกษาและดำเนินคดีทุกระดับ วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ของลูกความ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น การใช้สิทธิและผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เงื่อนไขในสัญญา และพยานหลักฐานของแต่ละกรณี