บ้านหรือรถจะถูกยึดหรือไม่ หากเป็นหนี้บัตรเครดิต? ไขข้อกังวลใจเรื่องทรัพย์สินของลูกหนี้

หนึ่งในความกลัวที่ใหญ่ที่สุดของผู้ที่ประสบปัญหาหนี้บัตรเครดิต บัตรสินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด คือความกังวลว่า "ถ้าเราไม่มีเงินจ่ายหนี้ บ้านที่อยู่อาศัย รถยนต์ที่ผ่อนอยู่ หรือทรัพย์สินอื่นๆ จะถูกเจ้าหนี้ยึดเอาไปขายทอดตลาดทั้งหมดเลยหรือไม่?" เพื่อความสบายใจและเพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิ์ตามกฎหมาย มาดูข้อเท็จจริงในขั้นตอนการบังคับคดีกันครับ

1. หนี้บัตรเครดิตเป็น "หนี้สามัญ" สามารถยึดทรัพย์สินได้หรือไม่?

คำตอบคือ "สามารถยึดได้ครับ" แต่มีเงื่อนไขและขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องทำความเข้าใจ:

  • หนี้บัตรเครดิตถือเป็น หนี้เงินกู้สามัญ (ไม่ใช่หนี้ที่มีหลักประกันโดยตรงเหมือนจำนองบ้านหรือจำนำรถ)

  • เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้คุณชำระหนี้แล้ว และพ้นระยะเวลาตามคำบังคับแต่คุณยังไม่จ่าย เจ้าหนี้มีสิทธิตามกฎหมายในการสืบทรัพย์ (ตรวจสอบว่าคุณมีบ้าน มีที่ดิน หรือมีรถยนต์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคุณเองหรือไม่) เพื่อยื่นคำร้องต่อกรมบังคับคดีให้ดำเนินการ "ยึดทรัพย์สิน" นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้

2. บ้าน อาคาร หรือที่ดิน จะถูกยึดเมื่อไหร่ และมีข้อยกเว้นอย่างไร?

  • กรณีบ้านหรือที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคุณ (ปลอดจำนองแล้ว): หากตรวจสอบพบว่าบ้านและที่ดินเป็นชื่อของคุณเต็มตัว เจ้าหนี้มีสิทธิขอให้กรมบังคับคดียึดบ้านหลังนั้นมาขายทอดตลาดได้

  • กรณีบ้านที่ยังติดจำนองธนาคารอื่นอยู่ (ซื้อผ่อนอยู่): หากบ้านหลังนั้นคุณยังผ่อนอยู่กับธนาคารอื่น (เช่น ผ่อนบ้านกับธนาคาร A แต่เป็นหนี้บัตรเครดิตกับธนาคาร B) เจ้าหนี้บัตรเครดิตก็สามารถยึดสิทธิในตัวบ้านได้เช่นกัน แต่ "ต้องไปต่อคิวและหักชำระหนี้จำนองบ้านให้ธนาคารเจ้าของบ้านก่อน" ซึ่งในทางปฏิบัติ หากมูลค่าบ้านน้อยกว่ายอดหนี้จำนอง เจ้าหนื้อมักไม่ค่อยคุ้มที่จะยึด

  • ทรัพย์สินที่ไม่สามารถยึดได้: ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กฎหมายจะคุ้มครองเครื่องมือทำมาหากินที่จำเป็น (ราคาไม่เกินกำหนด) หรือสิ่งของเครื่องใช้สอยจำเป็นในครัวเรือน เพื่อไม่ให้ลูกหนี้เดือดร้อนจนไร้ที่ซุกหัวนอน

3. รถยนต์ จะถูกยึดหรือไม่? (แบ่งเป็น 2 กรณี)

เรื่องรถยนต์ถือเป็นประเด็นที่สร้างความเข้าใจผิดบ่อยที่สุด โดยแบ่งออกเป็น:

  • กรณีรถยนต์ที่ผ่อนหมดแล้ว (เป็นกรรมสิทธิ์ของคุณ): หากเล่มทะเบียนเป็นชื่อคุณแล้ว เจ้าหนี้บัตรเครดิตสามารถสืบทรัพย์และขอให้กรมบังคับคดียึดรถยนต์คันดังกล่าวไปขายทอดตลาดเพื่อใช้หนี้ได้

  • กรณีรถยนต์ที่ยังติดไฟแนนซ์ (อยู่ระหว่างผ่อนชำระ): "เจ้าหนี้บัตรเครดิตไม่สามารถยึดรถคันนี้ได้" เนื่องจากกรรมสิทธิ์หรือเจ้าของรถที่แท้จริงยังเป็นของบริษัทลีสซิ่งหรือไฟแนนซ์ ไม่ใช่ชื่อของคุณ คุณเป็นเพียงผู้เช่าซื้อ เจ้าหนี้บัตรเครดิตจึงไม่มีสิทธิมายึดรถที่ยังผ่อนไม่หมดไปขายทอดตลาดได้ (ยกเว้นแต่รถคันนั้นจะผ่อนหมดและโอนเป็นชื่อคุณแล้วเท่านั้น)

4. ทางป้องกันและการรับมือ หากเกรงว่าทรัพย์สินจะถูกยึด

หากคุณเริ่มกังวลว่าทรัพย์สินที่มีอยู่จะได้รับผลกระทบจากการบังคับคดี มีแนวทางปฏิบัติที่แนะนำดังนี้:

  1. อย่ารอให้ถึงขั้นถูกยึดทรัพย์: ทางที่ดีที่สุดคือการเจรจาไกล่เกลี่ยในชั้นศาล หรือขอทยอยผ่อนชำระตามกำลัง เพื่อป้องกันไม่ให้คดีเดินหน้าไปถึงกระบวนการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์ของกรมบังคับคดี

  2. เจรจาขอปิดบัญชี (Haircut): หากคุณมีทรัพย์สินสำคัญ (เช่น บ้าน) และกลัวว่าจะถูกบังคับคดี การหาทางเจรจาขอส่วนลดปิดบัญชีกับเจ้าหนี้ หรือหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมาเคลียร์ปิดจบ คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการรักษาทรัพย์สินของคุณไว้

  3. ปรึกษาทนายความเพื่อประเมินสถานการณ์: หากเจ้าหนี้เริ่มส่งหนังสือเตือนเรื่องการสืบทรัพย์หรือยึดทรัพย์ ควรนำเอกสารทั้งหมดมาปรึกษาทนายความเพื่อดูแนวทางขอลดหย่อน หรือหาจังหวะเจรจาประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ก่อนทรัพย์สินจะถูกนำออกขายทอดตลาด

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น การพิจารณาว่าหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ต้องพิจารณาจากสัญญา ประเภทของหนี้ วันผิดนัด ประวัติการชำระหนี้ และข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

บทความโดย: ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น (สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา)