หนี้บัตรเครดิตหลังศาลพิพากษา ขอผ่อนชำระได้หรือไม่? ทางออกของลูกหนี้ที่ไม่มีเงินก้อน

เมื่อกระบวนการพิจารณาคดีในศาลสิ้นสุดลงและศาลได้มี "คำพิพากษา" สั่งให้ลูกหนี้ชำระหนี้บัตรเครดิต บัตรสินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด ลูกหนี้หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่า “เมื่อศาลตัดสินแล้ว เราจะต้องหาเงินก้อนโตไปจ่ายทีเดียวทั้งหมด ไม่อย่างนั้นจะถูกยึดทรัพย์ทันที” ความเข้าใจนี้คลาดเคลื่อนครับ ในความเป็นจริงแม้จะผ่านชั้นศาลมาแล้ว ลูกหนี้ก็ยังสามารถเจรจาขอผ่อนชำระได้ มาทำความเข้าใจขั้นตอนและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องกันครับ

1. หลังศาลพิพากษาแล้ว "ยังขอผ่อนชำระได้หรือไม่?"

คำตอบคือ "สามารถขอผ่อนชำระได้ครับ"

  • แม้ศาลจะมีคำพิพากษาให้คุณชำระหนี้เต็มจำนวน (รวมเงินต้นและดอกเบี้ยตามกฎหมาย) แต่ในทางปฏิบัติ ทั้งตัวธนาคาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) และสำนักงานกฎหมายเจ้าของสำนวน ต่างก็มีความต้องการได้เงินคืนเป็นงวดๆ มากกว่าการปล่อยให้เรื่องลุกลามไปจนถึงขั้นยึดทรัพย์ซึ่งใช้เวลานานและมีขั้นตอนซับซ้อน

  • ดังนั้น หากคุณไม่มีเงินก้อนพอที่จะปิดบัญชีทีเดียว การติดต่อขอเจรจาผ่อนชำระรายเดือนหลังศาลพิพากษาจึงเป็นทางออกที่เจ้าหนี้ส่วนใหญ่เปิดรับและยินยอมพูดคุยด้วย

2. ช่องทางและวิธีการติดต่อขอผ่อนชำระหลังศาลพิพากษา

หากคดีสิ้นสุดลงแล้วและคุณต้องการขอผ่อนชำระเป็นรายเดือน สามารถดำเนินการได้ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้:

  • ติดต่อสำนักงานทนายความโจทก์ (ผู้รับมอบอำนาจ): ในหมายศาลหรือคำพิพากษาจะมีชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของสำนักงานกฎหมายที่เป็นตัวแทนฟ้องร้อง คุณสามารถโทรศัพท์ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายเร่งรัดหนี้สินหลังคำพิพากษา เพื่อแจ้งความจำนงว่าต้องการขอผ่อนชำระรายเดือน

  • ติดต่อผ่านธนาคารหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์โดยตรง: หากทราบแน่ชัดว่าปัจจุบันหนี้ก้อนดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทใด สามารถติดต่อผ่านแผนกปรับโครงสร้างหนี้หรือแผนกบังคับคดีของสถาบันการเงินนั้นๆ ได้ทันที

  • ติดต่อผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดี (กรมบังคับคดี): ในกรณีที่เจ้าหนี้เริ่มตั้งเรื่องยึดทรัพย์หรืออายัดเงินเดือนแล้ว แต่คุณต้องการเจรจาขอยุติการบังคับคดีด้วยการผ่อนจ่าย คุณสามารถประสานงานผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อทำข้อตกลงร่วมกันกับตัวแทนเจ้าหนี้ได้

3. สิ่งที่ต้องเตรียมและข้อควรระวังในการขอผ่อนชำระ

การเจรจาขอผ่อนชำระเงินหลังศาลพิพากษาไม่ใช่แค่การรับปากด้วยวาจา แต่มีข้อปฏิบัติที่ต้องระมัดระวังเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทางกฎหมาย:

  • ประเมินกำลังของตัวเองให้แท้จริง: ก่อนตกลงยอดผ่อนต่อเดือน (เช่น ตกลงผ่อนเดือนละ 2,000 หรือ 3,000 บาท) ต้องมั่นใจว่าเป็นตัวเลขที่คุณสามารถหาจ่ายได้สม่ำเสมอทุกๆ เดือนโดยไม่สะดุด

  • ทำบันทึกข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง: ห้ามจ่ายเงินเพียงเพราะคำบอก กล่าวทางโทรศัพท์ โดยไม่มีเอกสารหลักฐานเด็ดขาด เมื่อตกลงยอดผ่อนชำระกันได้แล้ว ต้องให้ทางสำนักงานกฎหมายหรือเจ้าหนี้ออก "หนังสือสัญญาผ่อนชำระ" หรือบันทึกข้อตกลงที่มีลายลักษณ์อักษรชัดเจน ระบุยอดหนี้คงเหลือและกำหนดชำระในแต่ละงวดให้เรียบร้อย

  • เก็บสลิปการชำระเงินทุกงวดไว้เป็นหลักฐาน: ทุกครั้งที่มีการโอนเงินชำระค่างวดตามข้อตกลง ให้เก็บหลักฐานการโอนเงิน (Slip) ไว้ตรวจสอบทุกครั้ง เพื่อป้องกันปัญหายอดเงินไม่เข้าบัญชีหรือเกิดความผิดพลาดในระบบ

4. ข้อดีของการเจรจาผ่อนชำระ ดีกว่าการปล่อยให้ถูกบังคับคดีอย่างไร?

  • หยุดการยึดทรัพย์และอายัดเงินเดือน: หากคุณเริ่มทยอยผ่อนชำระตามข้อตกลงที่ทำไว้กับเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ก็จะชะลอหรือระงับกระบวนการบังคับคดี (ไม่เดินหน้ายึดบ้าน ยึดรถ หรืออายัดเงินเดือน) ทำให้คุณยังคงใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างปกติ

  • รักษาความน่าเชื่อถือและลดความเครียด: การได้เคลียร์หนี้ทีละนิดตามกำลังที่มี ช่วยปลดล็อกความกังวลใจเรื่องหมายศาลและสร้างวินัยทางการเงินใหม่ทีละขั้นตอน

คำแนะนำจากทนายความ : หลังศาลพิพากษาไม่ใช่จุดจบของโลก หากคุณไม่มีเงินก้อนเพื่อปิดบัญชี "อย่านิ่งเฉยหรือหนีหาย" ให้ใช้แนวทางติดต่อเจรจาขอผ่อนชำระรายเดือนตามกำลังที่แท้จริงกับทางสำนักงานกฎหมายหรือเจ้าหนี้ การพูดคุยด้วยความจริงใจและการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร จะช่วยให้คุณประคับประคองสถานการณ์และเคลียร์หนี้สินได้อย่างปลอดภัยครับ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น การพิจารณาว่าหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ต้องพิจารณาจากสัญญา ประเภทของหนี้ วันผิดนัด ประวัติการชำระหนี้ และข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

บทความโดย: ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น (สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา)