หนี้บัตรเครดิตกับหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล อายุความเหมือนกันหรือไม่? ไขข้อข้องใจทางกฎหมายที่ลูกหนี้ต้องรู้

เมื่อพูดถึงปัญหาหนี้สินในระบบสถาบันการเงิน ประเภทหนี้ที่คนส่วนใหญ่มักประสบปัญหามากที่สุดคือ "หนี้บัตรเครดิต" และ "หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล (รวมถึงบัตรกดเงินสด)" เมื่อเกิดการค้างชำระและต้องต่อสู้กันในชั้นศาล คำถามสำคัญที่มักเกิดขึ้นคือ "หนี้ทั้งสองประเภทนี้มีระยะเวลาอายุความในการฟ้องร้องเท่ากันหรือไม่?" บทความนี้จะมาอธิบายข้อกฎหมายให้เข้าใจกันอย่างชัดเจนครับ

1. อายุความของ "หนี้บัตรเครดิต" (กำหนดกี่ปี?)

สำหรับหนี้บัตรเครดิตโดยแท้จริง (เช่น การใช้บัตรซื้อสินค้า บริการ หรือเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิต) ทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดอายุความไว้ชัดเจน:

  • มีอายุความ 2 ปี: ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 193/34 (7) กำหนดให้สิทธิเรียกร้องในการเรียกคืนเงินที่ได้ส่งมอบไปในฐานะบัตรเครดิต มีกำหนดอายุความ 2 ปี

  • นับจากวันไหน? ระยะเวลาอายุความ 2 ปีนี้ จะเริ่มนับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ลูกหนี้ "ผิดนัดชำระหนี้" ในรอบบิลนั้นๆ (เช่น ครบกำหนดจ่ายวันที่ 15 แต่ไม่จ่าย วันที่ 16 จะเริ่มนับอายุความวันแรกทันที) หากปล่อยเวลาล่วงเลยไปเกิน 2 ปีโดยไม่มีการฟ้องร้องและไม่มีการชำระเงินตัดยอด หนี้บัตรเครดิตก้อนนั้นจะถือว่า "ขาดอายุความ"

2. อายุความของ "หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล" (กำหนดกี่ปี?)

ในส่วนของหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด (Personal Loan / Revolving Loan) หลายคนมักเข้าใจผิดว่ามีอายุความ 2 ปีเท่ากับบัตรเครดิต แต่ในทางกฎหมายมีความแตกต่างกัน:

  • มีอายุความ 10 ปี (หรือ 5 ปีในบางกรณีตามลักษณะสัญญา): หนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นก้อน หรือสินเชื่อเงินสดอเนกประสงค์ โดยทั่วไปจะถูกจัดอยู่ในประเภทสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเงินกู้ทั่วไป ซึ่งมีกำหนดอายุความตามกฎหมายทั่วไปคือ 10 ปี (ป.พ.พ. มาตรา 193/30)

  • ข้อสังเกตสำคัญ: แม้บางครั้งสถาบันการเงินจะออกบัตรกดเงินสดมาให้กดใช้หมุนเวียนคล้ายบัตรเครดิต แต่หากพิจารณาตามลักษณะนิติสัมพันธ์และข้อสัญญาแล้ว หากเข้าข่ายเป็นสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป เจ้าหนี้มักจะอ้างอายุความ 10 ปีในการฟ้องร้อง (ยกเว้นแต่ศาลจะวินิจฉัยตามข้อเท็จจริงของสัญญาแต่ละประเภท)

3. ทำไมลูกหนี้ต้องรู้ความแตกต่างของอายุความ?

การแยกแยะระหว่างอายุความ 2 ปี และอายุความ 10 ปี ถือเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้คดี:

  • ผลต่อการต่อสู้คดีในศาล: หากเป็นหนี้บัตรเครดิตแท้ๆ และหยุดจ่ายมาเกิน 2 ปี ลูกหนี้สามารถหยิบยกประเด็น "ขาดอายุความ 2 ปี" ขึ้นมาสู้คดีเพื่อขอให้ศาลยกฟ้องได้ทันที แต่หากเป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีอายุความ 10 ปี การอ้างเรื่องขาดอายุความจะต้องนับระยะเวลาที่ยาวนานกว่านั้น

  • การคำนวณความเสี่ยงในการถูกฟ้อง: เจ้าหนี้บัตรเครดิตจะต้องรีบฟ้องภายใน 2 ปีเพื่อไม่ให้ขาดสิทธิบังคับคดี ในขณะที่หนี้สินเชื่อส่วนบุคคลเจ้าหนี้จะมีกรอบเวลาในการดำเนินคดีที่ยาวนานกว่า

4. ข้อควรระวัง: สิ่งที่ทำให้อายุความ "สะดุดหยุดลง" เหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต (อายุความ 2 ปี) หรือหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล (อายุความ 10 ปี) มีหลักกฎหมายข้อเดียวกันที่ลูกหนี้ต้องระวังอย่างยิ่ง คือ "การสะดุดหยุดลงของอายุความ":

  • หากคุณเผลอโอนเงินจ่ายเข้าไปตัดยอดเพียงเล็กน้อย แม้จะใกล้ครบกำหนดอายุความแล้วก็ตาม การจ่ายเงินนั้นจะถือเป็นการ "รับสภาพหนี้" และทำให้อายุความที่ผ่านมาทั้งหมด "ถูกรีเซ็ตเริ่มนับหนึ่งใหม่ทันที"

  • การทำหนังสือรับสภาพหนี้ การเซ็นสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ หรือการขอผ่อนผันเป็นลายลักษณ์อักษร ล้วนทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับใหม่ทั้งสิ้น

คำแนะนำจากทนายความ: เมื่อถูกฟ้องร้องคดีทางการเงิน สิ่งแรกที่ลูกหนี้ควรทำคือ "ตรวจสอบประเภทของสัญญาในคำฟ้องให้ละเอียด" ว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต (อายุความ 2 ปี) หรือหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล (อายุความ 10 ปี) และตรวจสอบวันที่ผิดนัดชำระหนี้ให้แน่ชัด หากพบว่าใกล้เคียงหรือเกินกำหนดอายุความแล้ว แนะนำให้นำหมายศาลมาปรึกษาทนายความเพื่อจัดทำคำให้การต่อสู้คดีในประเด็นอายุความให้ถูกต้องตามกฎหมายครับ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น การพิจารณาว่าหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ต้องพิจารณาจากสัญญา ประเภทของหนี้ วันผิดนัด ประวัติการชำระหนี้ และข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

บทความโดย: ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น (สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา)