บัตรเครดิตเป็นชื่อเรา แต่คนอื่นเป็นคนใช้ ใครต้องรับผิด? ไขข้อกฎหมายและความเสี่ยงที่เจ้าของบัตรต้องรู้
ปัญหาคลาสสิกที่มักเกิดขึ้นในครอบครัวหรือกลุ่มคนใกล้ชิด คือการที่ "เจ้าของบัตร" ยอมให้ผู้อื่นยืมบัตรเครดิตไปใช้ ยอมบอกรหัส PIN หรือให้ข้อมูลบัตรไปรูดซื้อสินค้าและกดเงินสด แต่พอถึงเวลาชำระหนี้ ปรากฏว่าผู้ที่นำไปใช้กลับไม่ยอมจ่ายหนี้ปล่อยให้ค้างชำระ จนกระทั่งธนาคารฟ้องร้องดำเนินคดี คำถามสำคัญคือ ในทางกฎหมายใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบหนี้ก้อนนี้? บทความนี้มีคำตอบครับ
1. ในทางกฎหมายแพ่ง: "เจ้าของบัตร" คือผู้รับผิดชอบหลักเพียงผู้เดียว
คู่สัญญาที่แท้จริงคือเจ้าของบัตร: ตามกฎหมาย สัญญาบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลเกิดขึ้นระหว่าง "ธนาคารผู้ออกบัตร" กับ "ตัวเจ้าของบัตร" ที่เป็นผู้เซ็นชื่อสมัครบัตรแต่แรก ธนาคารอนุมัติวงเงินให้แก่ชื่อของคุณ
การยินยอมให้ผู้อื่นใช้ถือเป็นความรับผิดชอบของคุณ: แม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นคนถือบัตรไปรูดซื้อสินค้าหรือกดเงินสดด้วยตนเอง แต่ตราบใดที่คุณเป็น "ผู้ยินยอม" หรือมอบบัตรพร้อมรหัสผ่านให้ผู้อื่นนำไปใช้ ถือว่าเป็นการมอบอำนาจโดยปริยาย ในทางกฎหมายแพ่ง เจ้าของชื่อบนบัตรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชำระหนี้ทั้งหมดแก่ธนาคาร ธนาคารไม่มีหน้าที่ต้องไปตามเก็บเงินจากคนที่หยิบยืมบัตรของคุณไปใช้
2. ความแตกต่างระหว่าง "การอนุญาตให้ใช้" กับ "การถูกขโมยใช้โดยไม่รู้ตัว"
ณ จุดนี้ต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง:
กรณีที่ 1 (ยินยอมให้ใช้): คุณตั้งใจยื่นบัตรให้แฟนหรือญาติเอาไปรูดซื้อของเอง แบบนี้ เจ้าของบัตรต้องรับผิดชอบหนี้ 100% ฟ้องร้องธนาคารไม่ได้
กรณีที่ 2 (ถูกขโมยบัตรไปใช้โดยไม่ยินยอม): หากบุคคลอื่นแอบหยิบบัตรของคุณไปใช้โดยที่คุณไม่เคยรู้เห็น ไม่เคยอนุญาต และคุณได้ดำเนินการแจ้งอายัดพร้อมแจ้งความดำเนินคดีทันที แบบนี้ถือเป็นการถูกโจรกรรมหรือแอบอ้าง ซึ่งเจ้าของบัตรมีสิทธิปฏิเสธความรับผิดชอบได้ (ตามที่ได้กล่าวไปในบทความเรื่องบัตรถูกขโมย)
3. หากถูกฟ้องร้องบังคับคดี เจ้าของบัตรซวยเต็มๆ
เมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้ ผลกระทบทางกฎหมายจะตกเป็นของเจ้าของบัตรชื่อในสัญญาทั้งสิ้น:
หมายศาลส่งถึงบ้านเจ้าของบัตร: ธนาคารจะฟ้องร้องและส่งหมายศาลมายังเจ้าของบัตร ไม่ใช่คนที่เอาบัตรไปใช้
ผลกระทบเรื่องการบังคับคดี: หากปล่อยให้ศาลพิพากษาและคดีถึงที่สุด เจ้าหนี้มีสิทธิตามกฎหมายในการ อายัดเงินเดือน หรือยึดทรัพย์สิน ที่เป็นชื่อของเจ้าของบัตร (เช่น เงินเดือนของคุณ บ้านหรือรถที่เป็นชื่อของคุณ) เพื่อนำมาชำระหนี้ โดยที่กรมบังคับคดีจะไม่สนใจว่าใครเป็นคนใช้เงินก้อนนั้น
4. ทางออกของเจ้าของบัตร: จ่ายหนี้แทนก่อน แล้วไปไล่เบี้ยฟ้องร้องเอาคืนทีหลัง
สำหรับเจ้าของบัตรที่ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ยอมใช้หนี้แทนคนอื่นไปแล้ว หรือกำลังถูกบังคับคดี ทางออกในทางกฎหมายมีดังนี้:
ฟ้องไล่เบี้ยเอากับผู้ที่นำไปใช้: ในทางกฎหมายแพ่ง เมื่อคุณเป็นผู้ชำระหนี้ (หรือถูกบังคับชำระหนี้) แทนบุคคลอื่นที่แท้จริงเป็นผู้ก่อหนี้ คุณมีสิทธิตามกฎหมายในการฟ้องร้องเป็น "คดีแพ่ง (คดีไล่เบี้ย)" เพื่อเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากผู้ที่นำบัตรของคุณไปใช้ได้
ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ: แม้จะมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติจริง หากคนที่เอาไปใช้ไม่มีเงิน ไม่มีทรัพย์สิน หรือหลบหนีไป การฟ้องร้องก็อาจทำได้ยากและไม่สามารถตามเงินคืนได้ง่ายนัก ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือ "ไม่ควรให้ใครยืมบัตรเครดิตเด็ดขาด"
คำแนะนำจากทนายความ: บัตรเครดิตเปรียบเสมือนนามบัตรทางการเงินส่วนบุคคล "ไม่ควรให้ผู้อื่นยืมใช้เด็ดขาด" ไม่ว่าจะเป็นคนสนิท คนในครอบครัว หรือคนรัก เพราะความเกรงใจในวันนี้นอกจากจะทำลายความสัมพันธ์แล้ว อาจนำมาซึ่งภาระหนี้ก้อนโต หมายศาล และการถูกอายัดทรัพย์สินที่คุณต้องเป็นผู้แบกรับไว้แต่เพียงผู้เดียวตามกฎหมายครับ
บทความโดย: ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น (สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราช
