หนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ส่วนตัวหรือหนี้ร่วมของสามีภริยา? ไขข้อกฎหมายครอบครัวที่คู่สมรสต้องรู้
เมื่อชีวิตคู่เดินมาถึงจุดที่มีปัญหาทางการเงิน หรือเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากหนี้บัตรเครดิต คำถามสร้างความกังวลใจให้แก่ครอบครัวเสมอคือ "หนี้บัตรเครดิตก้อนนี้ สามีหรือภริยาอีกฝ่ายจะต้องร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่ หรือเป็นหนี้ส่วนตัวที่ใครก่อคนนั้นต้องรับผิดชอบ?" บทความนี้จะพาท่านไปทำความเข้าใจหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับหนี้สินสมรสกันครับ
1. หลักกฎหมายทั่วไป: หนี้บัตรเครดิตถือเป็น "หนี้ส่วนตัว"
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ว่าด้วยทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยทั่วไปแล้วหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายส่วนตัว การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนตัว หรือการกดเงินสดมาใช้เฉพาะตัวของสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะถือเป็น "หนี้ส่วนตัว"
ใครก่อคนนั้นต้องรับผิดชอบ: หากสามีไปสมัครบัตรเครดิตและรูดใช้จ่ายส่วนตัว สามีคือลูกหนี้แต่เพียงผู้เดียว ภริยาไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องร่วมรับผิดชอบชำระหนี้ก้อนนั้นด้วย (และในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน)
เจ้าหนี้ฟ้องใครไม่ได้นอกจากตัวลูกหนี้: เจ้าหนี้บัตรเครดิตจะฟ้องร้องบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินที่เป็นชื่อของ "ผู้ถือบัตร" เท่านั้น ไม่สามารถมายึดทรัพย์สินส่วนตัวที่เป็นของสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งได้
2. ข้อยกเว้น: เมื่อไหร่ที่หนี้บัตรเครดิตจะกลายเป็น "หนี้ร่วม" ของสามีภริยา?
แม้โดยสภาพบัตรเครดิตจะเป็นหนี้ส่วนตัว แต่ในทางกฎหมายอาจถูกยกระดับให้เป็น "หนี้ร่วม" ที่สามีและภริยาต้องรับผิดชอบร่วมกัน หากเข้าเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 ดังต่อไปนี้:
เป็นการใช้จ่ายเพื่อการครอบครัวหรือบุตร: หากการใช้บัตรเครดิตนั้นเป็นการใช้จ่ายเพื่อจัดหาความจำเป็นในครอบครัว เช่น ค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ค่ารักษาพยาบาลของคนในครอบครัว หรือค่าเล่าเรียนของบุตร หนี้ก้อนนั้นจะถือเป็นหนี้ร่วม
เป็นหนี้เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือน: หนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมบ้าน หรือบริหารจัดการทรัพย์สินที่สามีภริยาใช้ร่วมกัน
เป็นหนี้ที่เกิดจากการประกอบกิจการร่วมกัน: หากสามีภริยาร่วมกันทำธุรกิจ และมีการใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้อวัตถุดิบหรือหมุนเวียนเงินในกิจการที่ทำร่วมกัน หนี้ดังกล่าวจะถือเป็นหนี้ร่วมที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
3. ผลกระทบเมื่อถูกฟ้อง: ทรัพย์สินใดบ้างที่เสี่ยงถูกยึด?
เมื่อหนี้บัตรเครดิตถูกฟ้องร้องและเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี ผลทางกฎหมายต่อทรัพย์สินของคู่สมรสจะแบ่งออกเป็น:
สินส่วนตัว: ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนสมรส หรือได้มาภายหลังสมรสโดยการรับมรดก/เสน่หา (ระบุว่าเป็นสินส่วนตัวชัดเจน) หากเป็นหนี้ส่วนตัวของอีกฝ่าย สินส่วนตัวย่อมปลอดภัยไม่ถูกยึด
สินสมรส (ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส): ในกรณีที่เป็น "หนี้ส่วนตัว" ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินที่เป็น "สินสมรสในส่วนของลูกหนี้" (เช่น เงินในบัญชีที่เป็นชื่อร่วม หรือบ้าน/รถที่เป็นสินสมรส โดยจะนำเอาส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของลูกหนี้มาขายทอดตลาดชำระหนี้) แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเป็น "หนี้ร่วม" เจ้าหนี้สามารถบังคับคดีจากสินสมรสได้ทั้งหมดตามกฎหมาย
4. วิธีป้องกันและแนวทางปฏิบัติสำหรับคู่สมรส
แยกแยะการใช้จ่ายให้ชัดเจน: เพื่อป้องกันไม่ให้หนี้ส่วนตัวกลายเป็นหนี้ร่วมที่สร้างภาระให้อีกฝ่าย คู่สมรสควรบริหารจัดการการเงินให้โปร่งใส และใช้จ่ายบัตรเครดิตในขอบเขตของตนเอง
เก็บหลักฐานการใช้จ่าย: หากถูกฟ้องร้องและเจ้าหนี้พยายามกล่าวอ้างว่าเป็นหนี้ร่วม สามีหรือภริยาอีกฝ่ายมีสิทธิต่อสู้คดีในชั้นศาลโดยนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้เห็นว่า เงินจากบัตรเครดิตนั้นไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันในครอบครัว เพื่อให้ศาลพิพากษาว่าเป็นหนี้ส่วนตัวและพ้นจากความรับผิด
คำแนะนำจากทนายความ: หนี้บัตรเครดิตแม้จะเป็นชื่อของคนใดคนหนึ่งในครอบครัว แต่หากมีการนำเงินไปใช้จ่ายร่วมกันในครัวเรือน ก็อาจกลายเป็นภาระผูกพันตามกฎหมายได้ หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาคดีความเรื่องหนี้สินสมรสและกังวลเรื่องการถูกยึดทรัพย์สิน แนะนำให้นำรายละเอียดและเอกสารมาปรึกษาทนายความเพื่อหาแนวทางต่อสู้คดีและคุ้มครองทรัพย์สินของครอบครัวให้ถูกต้องตามกฎหมายครับ
บทความโดย: ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น (สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา)
