รู้ไว้ก่อนโพสต์! Facebook และ TikTok อาจนำไปสู่คดี “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา”

ปัจจุบันการใช้ Facebook, TikTok, Instagram หรือสื่อสังคมออนไลน์ เป็นเรื่องใกล้ตัว หลายคนอาจโพสต์ข้อความ แสดงความคิดเห็น แชร์เรื่องราว หรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลอื่น โดยเฉพาะเมื่อเกิดข้อพิพาทหรือความไม่พอใจ

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ หากข้อความหรือเนื้อหาที่เผยแพร่มีลักษณะ ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม จนอาจทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง การกระทำดังกล่าวอาจมีประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับ ความผิดฐานหมิ่นประมาท

หมิ่นประมาทออนไลน์คืออะไร?

การหมิ่นประมาทโดยทั่วไปเกี่ยวข้องกับการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยข้อความหรือการสื่อสารนั้นอาจทำให้ผู้ถูกกล่าวถึงได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง

สำหรับการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ หากลักษณะการกระทำเข้าข่ายการ โฆษณา อาจมีประเด็นเรื่อง “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ซึ่งมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา

ดังนั้น การโพสต์ข้อความลงบน Facebook หรือ TikTok จึงไม่ใช่ว่าเป็นเพียง “เรื่องส่วนตัว” เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อบุคคลอื่นสามารถเข้าถึงหรือรับรู้ข้อความดังกล่าวได้

โพสต์ แชร์ หรือคอมเมนต์ ก็ต้องระวัง

หลายคนเข้าใจว่าเฉพาะคนที่เขียนโพสต์เท่านั้นที่อาจมีความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง การแชร์หรือการแสดงความคิดเห็น ก็ต้องพิจารณาเนื้อหาและพฤติการณ์ของการกระทำเป็นรายกรณี

ตัวอย่างเช่น

  • โพสต์กล่าวหาบุคคลอื่นว่าทุจริตหรือโกง

  • เผยแพร่ข้อความกล่าวหาว่าบุคคลอื่นกระทำความผิด

  • แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมในโพสต์ที่มีข้อความกล่าวหาบุคคลอื่น

  • แชร์ข้อความหรือเนื้อหาที่มีการใส่ความบุคคลอื่น

  • เผยแพร่ข้อมูลพร้อมข้อความที่ทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียง

ทั้งนี้ การโพสต์ข้อความที่มีข้อพิพาทไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความผิดหมิ่นประมาททุกกรณี เพราะต้องพิจารณาถึงถ้อยคำ เนื้อหา บุคคลที่ถูกกล่าวถึง ผู้ที่ได้รับข้อความ เจตนา ตลอดจนข้อเท็จจริงและข้อยกเว้นตามกฎหมายประกอบกัน

ก่อนโพสต์ควรคิดอะไรบ้าง?

ก่อนเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับบุคคลอื่น ควรตรวจสอบให้รอบคอบว่า

1. ข้อความนั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นเพียงความเห็น?
ควรแยกให้ชัดเจนระหว่างการแสดงความคิดเห็นกับการกล่าวหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลอื่น

2. มีหลักฐานรองรับหรือไม่?
หากเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์หรือข้อเท็จจริง ควรเก็บเอกสาร หลักฐาน หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้

3. บุคคลอื่นสามารถระบุได้หรือไม่ว่าหมายถึงใคร?
แม้ไม่ได้ระบุชื่อโดยตรง แต่หากจากข้อความหรือบริบทสามารถทำให้บุคคลอื่นทราบว่าหมายถึงบุคคลใด ก็อาจต้องพิจารณาประเด็นทางกฎหมาย

4. มีการเผยแพร่ต่อบุคคลอื่นหรือไม่?
จำนวนและลักษณะของผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อความอาจเป็นข้อเท็จจริงสำคัญในการพิจารณาคดี

หากถูกใส่ร้ายบน Facebook หรือ TikTok ควรทำอย่างไร?

หากพบว่ามีบุคคลนำข้อความ รูปภาพ หรือข้อมูลที่อาจทำให้เสียชื่อเสียงไปเผยแพร่บนสื่อออนไลน์ ควร เก็บหลักฐานก่อน เช่น ภาพหน้าจอ ลิงก์โพสต์ วันที่และเวลาที่เผยแพร่ รวมถึงความคิดเห็นหรือการแชร์ที่เกี่ยวข้อง

ไม่ควรรีบตอบโต้ด้วยการโพสต์ข้อความรุนแรงกลับ เพราะอาจทำให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมายเพิ่มขึ้น

จากนั้นควรนำหลักฐานไปปรึกษาทนายความเพื่อพิจารณาว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ และควรดำเนินการทางกฎหมายในแนวทางใด

สรุป

“โพสต์แล้วลบ” ไม่ได้หมายความว่าปัญหาทางกฎหมายจะหมดไปเสมอ

การโพสต์ แชร์ หรือคอมเมนต์เกี่ยวกับบุคคลอื่นบน Facebook, TikTok และสื่อออนไลน์ ควรใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะข้อความที่กล่าวหาหรือทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียง

ก่อนกด โพสต์ แชร์ หรือคอมเมนต์ ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาผลทางกฎหมายให้รอบคอบ เพราะ คำพูดบนโลกออนไลน์อาจกลายเป็นหลักฐานในคดีได้

หากถูกกล่าวหา ถูกใส่ความ หรือมีข้อพิพาทจากการโพสต์ข้อความออนไลน์ ควรเก็บหลักฐานและนำเอกสารที่เกี่ยวข้องเข้าปรึกษาทนายความ เพื่อประเมินข้อเท็จจริงและแนวทางดำเนินการทางกฎหมายเป็นรายกรณี

บทความโดย
นายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ทนายความ
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ให้คำปรึกษาและดำเนินคดีเกี่ยวกับ คดีหมิ่นประมาท หมิ่นประมาทออนไลน์ การโพสต์ข้อความบน Facebook, TikTok และสื่อสังคมออนไลน์

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมาย การพิจารณาว่าการกระทำใดเข้าข่ายความผิดหรือมีข้อยกเว้นตามกฎหมาย ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละกรณี

703948039_1805114233793506_4409325759868995393_n