เจ้าหนี้โทรทวงหนี้บัตรเครดิตบ่อยแค่ไหนจึงอาจผิดกฎหมาย? ไขขอบเขตตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้

การถูกทวงถามหนี้บัตรเครดิต บัตรสินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด ถือเป็นความกดดันที่ลูกหนี้หลายคนต้องเจอในชีวิตประจำวัน แต่ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ การที่เจ้าหน้าที่ทวงหนี้โทรศัพท์เข้ามาซ้ำๆ โทรจิกทั้งวัน หรือโทรวนซ้ำหลายสิบรอบจนลูกหนี้ไม่เป็นอันทำงาน ลูกหนี้หลายคนสงสัยว่า "พฤติกรรมการโทรถี่แบบนี้ ผิดกฎหมายหรือไม่ และกฎหมายกำหนดโควตาไว้ที่เท่าไหร่?" บทความนี้จะพาท่านไปทำความเข้าใจข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้กันครับ

1. กฎหมายกำหนดความถี่ในการติดต่อไว้ว่าอย่างไร?

ตาม พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 และประกาศของคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมความถี่ในการติดต่อสื่อสารกับลูกหนี้ไว้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการคุกคามทางจิตใจ:

  • ติดต่อตามความจำเป็นและพอสมควร: การติดต่อทวงถามหนี้ผ่านทางโทรศัพท์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือช่องทางอื่นๆ จะต้องกระทำด้วยความสุภาพ และติดต่อใน "จำนวนครั้งที่พอสมควรแก่เหตุ" ในแต่ละวัน

  • ไม่มีการกำหนดตัวเลขตายตัว แต่ใช้หลัก "ความสมเหตุสมผล": แม้ในตัวกฎหมายจะไม่ได้ระบุตัวเลขเป๊ะๆ ว่าห้ามเกินกี่ครั้งต่อวัน แต่คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติไว้ว่า การโทรศัพท์เข้ามาวันละหลายๆ สิบรอบ หรือโทรติดต่อเข้ามาถี่เกินไปจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน ถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุและฝ่าฝืนกฎหมายทันที

2. ช่วงเวลาไหนที่ห้ามโทรทวงหนี้เด็ดขาด? (กรอบเวลาตามกฎหมาย)

นอกจากเรื่องความถี่แล้ว พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ ยังได้กำหนด "ช่วงเวลาที่อนุญาตให้ติดต่อ" ไว้คร่าวๆ อย่างเคร่งครัด หากเจ้าหนี้โทรมนอกเหนือจากเวลานี้จะถือว่ามีความผิดทันที:

  • วันจันทร์ถึงวันศุกร์: ติดต่อได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 20.00 น. (ห้ามโทรทวงก่อนแปดโมงเช้าและหลังสองทุ่มเด็ดขาด)

  • วันหยุดราชการ / วันหยุดนักขัตฤกษ์: ติดต่อได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 18.00 น.

  • หากเจ้าหน้าที่โทรศัพท์เข้ามาดึกดื่นเที่ยงคืน หรือโทรมากวนใจในช่วงเวลาพักผ่อนนอกเหนือจากเวลาที่กฎหมายกำหนด นั่นคือพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายทวงถามหนี้อย่างชัดเจน

3. พฤติกรรมการโทรลักษณะใดบ้าง ที่เข้าข่าย "ผิดกฎหมาย"?

หากเจ้าหนี้หรือบริษัทติดตามทวงถามหนี้มีพฤติกรรมการโทรในลักษณะเหล่านี้ ถือว่าเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด:

  • โทรจิกวันละหลายสบรอบ (Spam Calling): การโทรเข้ามาซ้ำๆ ทุกๆ 10-15 นาที หรือวันหนึ่งโทรเข้ามาเกินกว่า 3-5 ครั้งติดต่อกันอย่างไร้เหตุผล เพื่อสร้างความรำคาญและกดดันทางจิตใจ

  • โทรวนไปหาบุคคลรอบข้างถี่ๆ: การโทรไปหาบุคคลอ้างอิงหรือคนในครอบครัวถี่เกินความจำเป็น หรือโทรไปซ้ำๆ ที่ทำงานจนสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่บุคคลอื่น

  • ใช้วาจาข่มขู่ ดูหมิ่น หรือใช้ถ้อยคำรุนแรงระหว่างโทร: นอกจากเรื่องความถี่แล้ว หากระหว่างการโทรมีการใช้คำพูดหยาบคาย ขู่จะประจาน ขู่จะดำเนินคดีอาญา (ทั้งที่เป็นคดีแพ่ง) หรือพูดจาลวนลาม ก็มีความผิดทางอาญาฐานข่มขู่คุกคามเพิ่มเติมด้วย

4. แนวทางปฏิบัติและวิธีจัดการ เมื่อถูกเจ้าหนี้โทรทวงหนี้เกินกว่าเหตุ

หากคุณกำลังประสบปัญหาถูกโทรทวงหนี้บัตรเครดิตถี่เกินไปจนสร้างความเดือดร้อน สามารถดำเนินการตามแนวทางเหล่านี้เพื่อปกป้องสิทธิ์:

  1. บันทึกหลักฐานทุกครั้ง: บันทึกภาพหน้าจอประวัติการโทรเข้า (Call Log) ที่แสดงเวลาและเบอร์โทรที่โทรเข้ามาถี่ๆ ในแต่ละวัน บันทึกเสียงสนทนา หรือเก็บบันทึกข้อความไว้เป็นหลักฐานสำคัญ

  2. แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่อย่างสุภาพ: แจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้โทรทราบว่าพฤติกรรมการโทรติดต่อถี่เกินไป หรือการโทรนอกเวลาทำการนั้น ขัดต่อ พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ และขอให้ปรับลดความถี่ในการติดต่อ

  3. บล็อกเบอร์หรือแจ้งเรื่องร้องเรียน: หากทางบริษัททวงหนี้ยังคงคุกคามและโทรจิกไม่เลิก คุณมีสิทธินำหลักฐานภาพถ่ายหน้าจอการโทรทั้งหมดไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจ หรือยื่นเรื่องร้องเรียนได้ที่ คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ (ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขตท้องที่) เนื่องจากบริษัททวงหนี้ที่ฝ่าฝืนมีบทลงโทษทั้งปรับและทางปกครองอย่างรุนแรง

บทความโดย: ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น (สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา)