วันครบกำหนดชำระกับวันผิดนัด ต่างกันอย่างไร? ไขข้อข้องใจจุดเริ่มต้นอายุความที่ลูกหนี้ต้องรู้

ในทางกฎหมายและวงการสินเชื่อบัตรเครดิต บัตรสินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรกดเงินสด มีคำศัพท์สองคำที่มักทำให้ลูกหนี้สับสนอยู่บ่อยครั้ง คือคำว่า "วันครบกำหนดชำระ (Due Date)" และ "วันผิดนัดชำระหนี้ (Default Date)" หลายคนคิดว่าสองวันนี้คือวันเดียวกัน แต่ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกระบวนการคำนวณอายุความ 2 ปี ทั้งสองวันนี้มีความหมายและจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บทความนี้จะพาท่านไปทำความเข้าใจให้กระจ่างครับ

1. "วันครบกำหนดชำระ (Due Date)" คืออะไร?

  • ความหมาย: วันครบกำหนดชำระ คือ วันที่กำหนดไว้ในใบแจ้งยอดค่าใช้จ่าย (Statement) หรือรอบบิลในแต่ละเดือน ที่ธนาคารกำหนดให้ลูกหนี้ต้องนำเงินไปชำระค่างวด บัตรเครดิต หรือยอดขั้นต่ำตามกำหนด (เช่น ในบิลระบุว่าครบกำหนดจ่ายวันที่ 15 ของทุกเดือน วันนั้นคือวันครบกำหนดชำระ)

  • ลักษณะ: เป็นข้อกำหนดทางธุรกิจหรือเงื่อนไขในสัญญาบัตรเครดิตที่แสดงถึงกำหนดเวลาปกติที่ลูกหนี้ควรปฏิบัติในแต่ละรอบเดือน เพื่อให้บัญชีปกติและไม่มียอดค้างชำระ

2. "วันผิดนัดชำระหนี้ (Default Date)" คืออะไร?

  • ความหมาย: วันผิดนัดชำระหนี้ คือ วันที่ทางกฎหมายถือว่าลูกหนี้ได้กระทำผิดสัญญาอย่างเป็นทางการแล้ว เนื่องจากพ้นกำหนดเวลาชำระตามบิลและลูกหนี้ยังไม่ได้จ่ายเงินตามยอดที่กำหนด

  • จุดเริ่มต้นทางกฎหมาย: ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อถึงวันครบกำหนดชำระแล้ว (เช่น วันที่ 15) แต่ลูกหนี้ไม่ชำระเงิน วันถัดไปคือวันที่ 16 จะถูกนับเป็น "วันผิดนัดชำระหนี้" วันแรกทันที

  • ความสำคัญ: วันผิดนัดนี้คือ "จุดเริ่มต้น (Start Date) ของการนับอายุความ 2 ปี" ในคดีบัตรเครดิต ไม่ใช่วันครบกำหนดชำระของบิลถัดไปหรือวันอื่นๆ

3. ความแตกต่างที่สำคัญ: ทำไมลูกหนี้ต้องรู้เส้นแบ่งนี้?

การแยกแยะระหว่างวันครบกำหนดชำระกับวันผิดนัดชำระหนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการต่อสู้คดีในชั้นศาล:

  • การคำนวณอายุความ 2 ปี: หากธนาคารฟ้องร้องดำเนินคดี อายุความ 2 ปี สำหรับหนี้บัตรเครดิตจะเริ่มนับถัดจาก "วันผิดนัดชำระหนี้งวดแรกสุด" ที่คุณขาดส่งและไม่ได้กลับมาจ่ายอีกเลย (ไม่ใช่การนับจากวันปิดบัญชี หรือวันที่ธนาคารบอกเลิกสัญญา)

  • ตัวอย่างความเข้าใจ:

    • บิลรอบเดือนมกราคม กำหนดชำระวันที่ 15 มกราคม (วันครบกำหนดชำระ)

    • ลูกหนี้ไม่ยอมจ่ายเงินจนพ้นวันที่ 15 มกราคม

    • วันที่ 16 มกราคม จะถือเป็น "วันผิดนัดชำระหนี้" และอายุความ 2 ปี จะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม เป็นต้นไป หากเจ้าหนี้ปล่อยเวลาล่วงเลยไปจนถึงวันที่ 17 มกราคมของสองปีถัดมาโดยไม่มีการสะดุดหยุดลง หนี้ก้อนนั้นจะถือว่าขาดอายุความทันที

4. ข้อควรระวังเรื่องวันผิดนัดและการสะดุดหยุดลงของอายุความ

  • การนับผิดนัดในแต่ละงวด: สำหรับสัญญาบัตรเครดิตที่มีการใช้จ่ายหมุนเวียนต่อเนื่อง เมื่อมีการค้างชำระติดต่อกันหลายงวด ศาลมักจะพิจารณาวันผิดนัดจากงวดแรกสุดที่ลูกหนี้เริ่มขาดส่งและไม่กลับมาชำระหนี้อีกเลย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่นำมาใช้คำนวณอายุความในการฟ้องร้อง

  • ระวังความสับสนเรื่องวันออกหนังสือทวงหนี้: บางครั้งลูกหนี้เข้าใจผิดว่าวันผิดนัดคือนับจากวันที่ได้รับจดหมายทวงหนี้ ซึ่งไม่ถูกต้อง วันผิดนัดที่แท้จริงคือนับตั้งแต่วันถัดจากวันที่เลยกำหนดชำระในรอบบิลที่ขาดส่งนั่นเอง

คำแนะนำจากทนายความ: เมื่อท่านได้รับหมายศาลและต้องการตรวจสอบว่าหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้วหรือยัง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเปิดดูรายละเอียดตารางคำนวณหนี้ในคำฟ้อง เพื่อหา "วันที่ผิดนัดชำระหนี้งวดแรกสุด" ให้เจอ นำวันนั้นมาตั้งต้นนับอายุความ 2 ปี หากคำนวณแล้วพบว่าเกินกำหนดเวลาโดยไม่มีการรับสภาพหนี้ ท่านจะมีสิทธิต่อสู้คดีเรื่องขาดอายุความได้อย่างแม่นยำ หากไม่มั่นใจในการตรวจสอบวันผิดนัด สามารถนำหมายศาลมาปรึกษาทนายความเพื่อคำนวณและวางแนวทางสู้คดีให้ถูกต้องตามกฎหมายครับ

บทความโดย: ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น (สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา)