ทำสัญญายอมต่อศาลแล้วไม่ปฏิบัติตาม ทำอย่างไร?
คำพิพากษาตามยอม เป็นกรณีที่คู่ความสามารถตกลงกันได้ในระหว่างการพิจารณาคดี แล้วนำข้อตกลงนั้นมาให้ศาลมีคำพิพากษาตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ
หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อทำสัญญายอมต่อศาลแล้ว เรื่องก็จบลงเพียงเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติ หากคู่ความฝ่ายใด ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหรือคำพิพากษาตามยอม อีกฝ่ายยังสามารถใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อขอให้มีการบังคับตามสิทธิของตนได้
คำพิพากษาตามยอมคืออะไร?
คำพิพากษาตามยอม คือ คำพิพากษาที่ศาลมีขึ้นตามข้อตกลงของคู่ความที่สามารถตกลงยุติข้อพิพาทกันได้
เมื่อศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันคู่ความตามกฎหมาย คู่ความจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ตกลงและศาลมีคำพิพากษาไว้
ดังนั้น คำพิพากษาตามยอมจึงไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงทั่วไป แต่เป็นข้อตกลงที่ได้รับการรับรองโดยคำพิพากษาของศาล
หากอีกฝ่ายไม่ทำตามสัญญายอม จะทำอย่างไร?
หากคู่ความฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม เช่น
ไม่ชำระเงินตามจำนวนและกำหนดเวลาที่ตกลงกัน
ไม่ส่งมอบทรัพย์สินตามที่ตกลง
ไม่ดำเนินการจดทะเบียนหรือโอนทรัพย์สินตามข้อตกลง
ไม่ส่งมอบบุตรตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด
ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับอำนาจปกครองหรือการติดต่อกับบุตร
ไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ
ฝ่ายที่ได้รับความเสียหายสามารถพิจารณาดำเนินการตาม กระบวนการบังคับตามคำพิพากษา เพื่อให้สิทธิที่ระบุไว้ในคำพิพากษาได้รับการปฏิบัติจริง
ทั้งนี้ วิธีดำเนินการจะขึ้นอยู่กับว่าในคำพิพากษาตามยอมกำหนดให้อีกฝ่าย ชำระหนี้ ส่งมอบทรัพย์ กระทำการ หรืองดเว้นการกระทำ อย่างไร
คดีเยาวชนและครอบครัวต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดของข้อตกลง
ใน คดีเยาวชนและครอบครัว คำพิพากษาตามยอมอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญ เช่น
อำนาจปกครองบุตร การพบและเยี่ยมบุตร การส่งมอบบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือการดำเนินการบางอย่างเกี่ยวกับบุตร
เมื่ออีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ผู้มีสิทธิจึงควรตรวจสอบข้อความในคำพิพากษาและสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างละเอียดว่า กำหนดหน้าที่ของแต่ละฝ่ายไว้อย่างไร และการไม่ปฏิบัติตามมีลักษณะอย่างไร
โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็ก การดำเนินการทางกฎหมายควรคำนึงถึง ประโยชน์และความผาสุกของเด็ก รวมถึงคำสั่งและเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้เป็นสำคัญ
คำพิพากษาตามยอมไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะไม่ต้องปฏิบัติตาม
เมื่อศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่ศาลรับรอง
หากอีกฝ่ายเพิกเฉย บ่ายเบี่ยง หรือไม่ปฏิบัติตาม ฝ่ายที่ได้รับความเสียหายไม่จำเป็นต้องยอมรับสถานการณ์ดังกล่าวโดยไม่มีทางออก แต่สามารถตรวจสอบสิทธิและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้
สิ่งสำคัญคือ ต้องดูข้อความในคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นหลัก เพราะรายละเอียดเพียงบางถ้อยคำอาจมีผลต่อวิธีการบังคับตามคำพิพากษา
หากอีกฝ่ายผิดสัญญายอม ควรเตรียมเอกสารอะไร?
หากต้องการดำเนินการตามสิทธิ ควรเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น
คำพิพากษาตามยอม
สัญญาประนีประนอมยอมความ
หลักฐานแสดงว่าอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตาม
หลักฐานการทวงถามหรือการติดต่อให้อีกฝ่ายปฏิบัติตาม
เอกสารหรือหลักฐานความเสียหายที่เกิดขึ้น
เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดในคำพิพากษา
จากนั้นควรให้ทนายความตรวจสอบว่า คำพิพากษากำหนดหน้าที่ไว้อย่างไร และสามารถดำเนินกระบวนการบังคับตามคำพิพากษาในรูปแบบใดได้บ้าง
สรุป
ทำสัญญายอมต่อศาลแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ทำตาม ไม่ได้หมายความว่าสิทธิของคุณหมดไป
คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันคู่ความ และเมื่ออีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตาม ผู้มีสิทธิสามารถพิจารณาใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อให้มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาได้
ดังนั้น หากคุณเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเป็นผู้มีสิทธิตาม คำพิพากษาตามยอม แต่อีกฝ่ายกลับเพิกเฉยหรือไม่ปฏิบัติตาม ควรรีบนำคำพิพากษาและเอกสารที่เกี่ยวข้องมาปรึกษาทนายความ เพื่อวิเคราะห์แนวทางดำเนินการให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของคดี
“สิทธิของคู่ความไม่ได้สิ้นสุดเพียงวันที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอม หากอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายยังมีกระบวนการให้ผู้มีสิทธิสามารถดำเนินการตามคำพิพากษาได้”
ปรึกษาคดีคำพิพากษาตามยอมและการบังคับตามคำพิพากษา
บทความโดย
นายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ทนายความ
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ให้คำปรึกษาและดำเนินคดีเกี่ยวกับ คดีแพ่ง คดีเยาวชนและครอบครัว สัญญาประนีประนอมยอมความ คำพิพากษาตามยอม และการบังคับตามคำพิพากษา
หากอีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้ต่อศาล สามารถนำ คำพิพากษา สัญญายอม และหลักฐานการผิดข้อตกลง เข้ามาปรึกษาเพื่อวิเคราะห์แนวทางดำเนินการเป็นรายกรณี
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย แนวทางดำเนินการบังคับตามคำพิพากษาต้องพิจารณาจากข้อความในคำพิพากษา สัญญาประนีประนอมยอมความ และข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

