สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ คืออะไร? ต่างจากสัญญาซื้อขายอย่างไร
การซื้อรถยนต์ในปัจจุบัน หลายคนเลือกใช้วิธี เช่าซื้อรถยนต์ผ่านไฟแนนซ์ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องชำระเงินเต็มจำนวนในครั้งเดียว แต่การเช่าซื้อมีลักษณะทางกฎหมายแตกต่างจากการซื้อขายรถยนต์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเรื่อง กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ การผิดนัดชำระค่างวด การบอกเลิกสัญญา และความรับผิดหลังจากรถถูกยึดหรือขายทอดตลาด
ดังนั้น ก่อนทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจว่าสัญญาเช่าซื้อคืออะไร และแตกต่างจากสัญญาซื้อขายอย่างไร
สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ คืออะไร?
สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ คือ สัญญาที่เจ้าของทรัพย์นำรถยนต์ออกให้บุคคลอื่นเช่าเพื่อใช้ประโยชน์ โดยมีข้อตกลงว่าผู้เช่าซื้อจะชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวด ๆ และเมื่อผู้เช่าซื้อชำระเงินครบถ้วนตามเงื่อนไขของสัญญาแล้ว กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จึงตกเป็นของผู้เช่าซื้อ
ในทางปฏิบัติ การเช่าซื้อรถยนต์มักเกี่ยวข้องกับบริษัทไฟแนนซ์ โดยบริษัทไฟแนนซ์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ในระหว่างที่ผู้เช่าซื้อยังชำระค่างวดไม่ครบ ส่วนผู้เช่าซื้อมีสิทธิครอบครองและใช้รถตามเงื่อนไขของสัญญา
กล่าวโดยง่าย คือ
“ผ่อนรถอยู่ = ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถอย่างสมบูรณ์ จนกว่าจะชำระครบตามสัญญา”
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาต้องพิจารณาจากสัญญาเช่าซื้อและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ต่างจากสัญญาซื้อขายอย่างไร?
แม้ทั้งสองสัญญาจะเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งรถยนต์เหมือนกัน แต่ลักษณะทางกฎหมายแตกต่างกัน
1. เรื่องกรรมสิทธิ์ในรถยนต์
สัญญาซื้อขาย
โดยหลัก เมื่อมีการซื้อขายและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมโอนไปยังผู้ซื้อ
สัญญาเช่าซื้อ
กรรมสิทธิ์ยังอยู่กับผู้ให้เช่าซื้อจนกว่าผู้เช่าซื้อจะชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามสัญญา จึงจะได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์
2. การชำระเงิน
สัญญาซื้อขายอาจชำระเงินครั้งเดียว หรือกำหนดให้ชำระเป็นงวดตามที่คู่สัญญาตกลงกันได้
ส่วนสัญญาเช่าซื้อจะมีการกำหนดค่าเช่าซื้อและงวดชำระไว้อย่างชัดเจน และผู้เช่าซื้อต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญา
3. การผิดนัดชำระค่างวด
กรณีเช่าซื้อรถยนต์ หากผู้เช่าซื้อผิดนัด เช่น ค้างชำระค่างวดหลายงวด อาจเกิดสิทธิตามสัญญาและกฎหมายให้ผู้ให้เช่าซื้อดำเนินการบอกเลิกสัญญาและติดตามรถคืนได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาขั้นตอนและเงื่อนไขที่ใช้บังคับกับสัญญานั้น ๆ
นอกจากนี้ หากรถถูกนำไปขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่เพียงพอต่อหนี้หรือค่าเสียหายที่เรียกร้อง ผู้เช่าซื้ออาจถูกเรียกให้รับผิดในส่วนที่เหลือได้หรือไม่ ต้องพิจารณาข้อสัญญา ข้อเท็จจริง และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นกรณีไป
4. การนำรถไปขายหรือโอนต่อ
ในระหว่างที่ยังผ่อนเช่าซื้อและกรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อไม่ควรนำรถไปขาย โอน หรือจัดการในลักษณะที่กระทบต่อสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางแพ่งและในบางกรณีอาจมีประเด็นทางอาญาตามข้อเท็จจริง

ตัวอย่างให้เห็นภาพ
นาย ก. ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทไฟแนนซ์ โดยตกลงชำระค่างวดเดือนละ 15,000 บาท เป็นเวลา 60 งวด
ระหว่างที่นาย ก. ยังผ่อนชำระไม่ครบ รถยนต์ยังมีกรรมสิทธิ์เป็นของบริษัทไฟแนนซ์ แต่นาย ก. มีสิทธิครอบครองและใช้รถตามสัญญา
หากนาย ก. ชำระค่างวดครบถ้วนตามสัญญา กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จึงตกเป็นของนาย ก.
แต่หากนาย ก. ผิดนัดชำระค่างวด การดำเนินการของไฟแนนซ์จะต้องพิจารณาตามสัญญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ว่าการค้างชำระเพียงครั้งเดียวจะทำให้ทุกกรณีสามารถเรียกเงินทั้งหมดหรือดำเนินการกับรถได้โดยไม่มีเงื่อนไข
ก่อนเซ็นสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ควรตรวจสอบอะไรบ้าง?
ผู้ที่กำลังจะเช่าซื้อรถยนต์ควรตรวจสอบรายละเอียดสำคัญ ได้แก่
จำนวนเงินค่าเช่าซื้อทั้งหมด
เงินดาวน์และเงินที่ต้องชำระในวันทำสัญญา
จำนวนงวดและจำนวนเงินต่องวด
ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
เงื่อนไขกรณีผิดนัดชำระ
เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา
เงื่อนไขการคืนรถ
ค่าใช้จ่ายหรือความรับผิดกรณีรถถูกขายทอดตลาด
เงื่อนไขเกี่ยวกับผู้ค้ำประกัน
สิทธิในการปิดบัญชีก่อนกำหนด
ค่าใช้จ่ายอื่นที่ระบุไว้ในสัญญา
การอ่านเฉพาะยอดค่างวดต่อเดือนอาจไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่ควรพิจารณาคือ ภาระหนี้และสิทธิหน้าที่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามสัญญา
หากค้างค่างวดรถ ควรทำอย่างไร?
หากเริ่มมีปัญหาในการชำระค่างวด ไม่ควรปล่อยให้เรื่องดำเนินไปโดยไม่ตรวจสอบ เพราะเมื่อเกิดการผิดนัด อาจมีปัญหาต่อเนื่อง เช่น การบอกเลิกสัญญา การติดตามรถคืน การขายทอดตลาด และการเรียกร้องหนี้ส่วนที่เกี่ยวข้อง
สิ่งสำคัญคือควรเก็บเอกสารไว้ให้ครบ เช่น
สัญญาเช่าซื้อ
ตารางค่างวด
ใบเสร็จหรือหลักฐานการชำระเงิน
หนังสือแจ้งเตือนจากไฟแนนซ์
หนังสือบอกเลิกสัญญา
เอกสารเกี่ยวกับการคืนหรือยึดรถ
เอกสารการขายทอดตลาด
หนังสือเรียกเก็บหนี้หรือหนังสือจากทนายความ
หากได้รับหมายศาล ควรนำหมายศาลและเอกสารทั้งหมดไปให้ทนายความตรวจสอบโดยเร็ว เพื่อพิจารณาว่ามีประเด็นใดที่สามารถต่อสู้คดีได้บ้าง
สรุป
สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ เป็นสัญญาที่ผู้เช่าซื้อมีสิทธิครอบครองและใช้รถ โดยชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวด และกรรมสิทธิ์ในรถจะโอนเมื่อชำระครบตามเงื่อนไขของสัญญา
ขณะที่ สัญญาซื้อขาย เป็นการซื้อทรัพย์สินโดยมีหลักเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ไปยังผู้ซื้อแตกต่างจากโครงสร้างของสัญญาเช่าซื้อ
ดังนั้น หากมีปัญหาเกี่ยวกับ ค้างค่างวดรถ ไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญา ยึดรถ คืนรถ ขายทอดตลาด หรือเรียกค่าส่วนต่าง ไม่ควรพิจารณาเฉพาะจำนวนเงินที่ไฟแนนซ์เรียก แต่ควรตรวจสอบสัญญา เอกสาร และข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกัน
บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น การใช้สิทธิหรือการต่อสู้คดีควรพิจารณาข้อเท็จจริงและเอกสารของแต่ละกรณีเป็นสำคัญ

