ก่อนเซ็นสัญญาเช่าซื้อรถ ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?
การเช่าซื้อรถยนต์เป็นภาระผูกพันทางกฎหมายที่ผู้เช่าซื้อต้องชำระเงินตามสัญญาเป็นงวด ๆ เป็นระยะเวลาหลายปี ดังนั้น ก่อนลงลายมือชื่อใน สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “ผ่อนเดือนละเท่าไร” แต่ควรตรวจสอบรายละเอียดของสัญญาและค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ชัดเจน
เพราะเมื่อเซ็นสัญญาแล้ว ผู้เช่าซื้อย่อมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ และหากผิดนัดในภายหลังอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญา การคืนรถ การขายทอดตลาด หรือการเรียกร้องหนี้ตามมาได้
1. ตรวจสอบราคารถยนต์และเงินดาวน์
ก่อนเซ็นสัญญา ควรตรวจสอบว่า
ราคารถยนต์ที่ระบุในสัญญาตรงกับที่ตกลงกับผู้ขายหรือไม่
เงินดาวน์จำนวนเท่าใด
วันที่ชำระเงินดาวน์และหลักฐานการชำระเงิน
มีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติมจากเงินดาวน์หรือไม่
ควรตรวจสอบยอดเงินทุกตัวเลขให้ตรงกันก่อนลงลายมือชื่อ
2. ตรวจสอบจำนวนเงินที่ต้องผ่อนทั้งหมด
อย่าดูเฉพาะ “ค่างวดต่อเดือน” แต่ควรคำนวณว่าเมื่อผ่อนครบแล้วต้องจ่ายทั้งหมดเป็นจำนวนเท่าใด
ตัวอย่างเช่น
ค่างวดเดือนละ 12,000 บาท × 60 งวด = 720,000 บาท
แต่ในทางปฏิบัติอาจมีค่าใช้จ่ายหรือองค์ประกอบอื่นตามที่ระบุในสัญญา จึงควรตรวจสอบยอดรวมและรายละเอียดให้ครบถ้วน
3. ตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยและวิธีคำนวณ
ควรอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและวิธีคำนวณให้เข้าใจ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการ
ปิดบัญชีก่อนกำหนด
ชำระค่างวดล่วงหน้า
ผิดนัดชำระค่างวด
มีการคิดดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
หากไม่เข้าใจวิธีคำนวณ ควรสอบถามผู้ให้เช่าซื้อก่อนเซ็นสัญญา
4. ตรวจสอบจำนวนงวดและวันครบกำหนดชำระ
ควรตรวจสอบว่าในสัญญากำหนดให้ชำระกี่งวด และแต่ละงวดครบกำหนดวันใด
รวมถึงตรวจสอบช่องทางการชำระเงิน และเก็บหลักฐานการชำระเงินทุกครั้งไว้ด้วย
5. อ่านเงื่อนไขกรณีผิดนัดชำระค่างวด
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะผู้เช่าซื้อควรรู้ตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญาว่า หากไม่สามารถชำระค่างวดได้ จะเกิดอะไรขึ้น
ควรตรวจสอบเรื่อง
การผิดนัดชำระ
ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายกรณีผิดนัด
เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา
การติดตามรถคืน
ความรับผิดหลังจากมีการคืนรถ
การขายทอดตลาด
ความรับผิดในหนี้หรือค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
อย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วจึงเปิดอ่านสัญญา
6. ตรวจสอบเงื่อนไขการคืนรถ
หลายคนเข้าใจว่า
“ถ้าผ่อนไม่ไหว ก็เอารถไปคืนไฟแนนซ์ แล้วหนี้ก็จบ”
แต่ในทางกฎหมาย การคืนรถไม่ได้หมายความว่าภาระหนี้หรือความรับผิดจะสิ้นสุดลงในทุกกรณี
จึงควรอ่านเงื่อนไขในสัญญาเกี่ยวกับการคืนรถและความรับผิดที่อาจเกิดขึ้นหลังจากคืนรถให้ชัดเจน
7. ตรวจสอบเงื่อนไขการขายทอดตลาด
หากมีการเลิกสัญญาและนำรถไปขายทอดตลาด ควรทราบว่าการขายรถอาจมีผลต่อจำนวนหนี้หรือความรับผิดของผู้เช่าซื้ออย่างไร
ตัวอย่างเช่น หากมีการขายรถแล้วได้เงินไม่เพียงพอกับจำนวนเงินที่เกี่ยวข้องตามสัญญา อาจมีข้อพิพาทว่าผู้เช่าซื้อต้องรับผิดจำนวนเท่าใดหรือไม่
ประเด็นดังกล่าวจึงควรพิจารณาจาก สัญญา ข้อเท็จจริง และกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น
8. ตรวจสอบผู้ค้ำประกัน
หากมีบุคคลอื่นเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกัน ควรอ่านเงื่อนไขของผู้ค้ำประกันโดยละเอียด เพราะผู้ค้ำประกันอาจมีความรับผิดตามขอบเขตและเงื่อนไขของกฎหมายและสัญญา
ผู้ที่จะเซ็นเป็นผู้ค้ำประกันจึงไม่ควรลงชื่อเพียงเพราะเป็นญาติหรือคนรู้จัก โดยไม่ได้อ่านเอกสารให้เข้าใจ
9. ตรวจสอบค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
นอกจากเงินดาวน์และค่างวด ควรตรวจสอบว่ามีค่าใช้จ่ายอื่นหรือไม่ เช่น
ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทะเบียน
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับประกันภัย
ค่าใช้จ่ายกรณีผิดนัด
ค่าใช้จ่ายอื่นตามสัญญา
ควรขอรายละเอียดค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนเซ็นสัญญา
10. ตรวจสอบข้อมูลรถยนต์ให้ตรงกับสัญญา
ไม่ควรตรวจสอบเฉพาะตัวเลขทางการเงิน แต่ควรตรวจสอบข้อมูลของรถด้วย เช่น
ยี่ห้อ
รุ่น
ปีรถ
สี
เลขตัวถัง
เลขเครื่องยนต์
รายละเอียดอุปกรณ์ที่ติดมากับรถ
โดยเฉพาะรถยนต์มือสอง ควรตรวจสอบสภาพรถและเอกสารประกอบให้รอบคอบก่อนทำสัญญา
11. อย่าเซ็นเอกสารที่ยังกรอกข้อมูลไม่ครบ
ก่อนลงลายมือชื่อ ควรตรวจสอบว่าเอกสารทุกฉบับกรอกข้อมูลครบถ้วนแล้ว
ไม่ควรเซ็นเอกสารที่มีช่องว่างสำคัญ หรือเอกสารที่ยังไม่ได้ระบุจำนวนเงิน เงื่อนไข หรือรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับภาระของตน
12. ขอสำเนาสัญญาและเอกสารทั้งหมดเก็บไว้
หลังจากเซ็นสัญญาแล้ว ควรเก็บสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ให้ครบ เช่น
สัญญาเช่าซื้อ
ตารางค่างวด
ใบเสร็จหรือหลักฐานการชำระเงิน
เอกสารเกี่ยวกับการประกันภัย
เอกสารการรับรถ
เอกสารเกี่ยวกับผู้ค้ำประกัน
เอกสารหรือใบเสนอราคาที่เกี่ยวข้อง
เอกสารเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากหากในอนาคตเกิดข้อพิพาทกับผู้ให้เช่าซื้อ
เช็กลิสต์ก่อนเซ็นสัญญาเช่าซื้อรถ
ก่อนเซ็นสัญญา ควรถามตัวเองอย่างน้อย 8 ข้อว่า
☐ ราคารถตรงกับที่ตกลงหรือไม่
☐ เงินดาวน์เท่าไร
☐ ค่างวดเดือนละเท่าไร
☐ ต้องผ่อนกี่งวด
☐ ผ่อนทั้งหมดแล้วต้องจ่ายเท่าไร
☐ หากผิดนัดจะเกิดอะไรขึ้น
☐ หากคืนรถแล้วมีภาระอะไรตามมาหรือไม่
☐ ได้รับสำเนาสัญญาและเอกสารครบแล้วหรือไม่
หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ยังไม่ควรรีบเซ็นสัญญา
สรุป
การเช่าซื้อรถยนต์เป็นภาระผูกพันที่อาจอยู่กับผู้เช่าซื้อเป็นเวลาหลายปี ก่อนเซ็นสัญญาจึงควรตรวจสอบทั้ง ราคา ค่างวด ดอกเบี้ย จำนวนงวด ค่าใช้จ่าย เงื่อนไขผิดนัด การคืนรถ การบอกเลิกสัญญา และความรับผิดหลังจากรถถูกขายทอดตลาด
การอ่านสัญญาให้เข้าใจก่อนลงลายมือชื่อ ย่อมช่วยให้ผู้เช่าซื้อทราบถึงสิทธิและหน้าที่ของตน และสามารถวางแผนการชำระเงินได้อย่างรอบคอบมากขึ้น
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หรือได้รับหนังสือจากไฟแนนซ์ เช่น หนังสือทวงถาม หนังสือบอกเลิกสัญญา หรือหมายศาล ควรนำเอกสารมาตรวจสอบข้อเท็จจริงและเงื่อนไขในสัญญาก่อนดำเนินการต่อไป
บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น การใช้สิทธิหรือการดำเนินคดีควรพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสาร และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

