ผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อมีความรับผิดอย่างไร?

การซื้อรถยนต์โดยวิธีเช่าซื้อกับไฟแนนซ์ บางกรณีอาจมีการกำหนดให้บุคคลอื่นเข้ามาเป็น ผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อ เพื่อประกันการชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อ

หลายคนเข้าใจว่า การเป็นผู้ค้ำประกันเป็นเพียงการ “เซ็นชื่อให้” หรือหากผู้เช่าซื้อไม่จ่าย ผู้ค้ำก็อาจไม่ต้องรับผิด แต่ในความเป็นจริง ผู้ค้ำประกันอาจมีความรับผิดตามกฎหมายและตามขอบเขตที่กำหนดไว้ในสัญญาค้ำประกัน

ดังนั้น ก่อนลงชื่อค้ำประกันรถยนต์ ควรอ่านสัญญาและทำความเข้าใจภาระของตนเองอย่างละเอียด

ผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อ คือใคร?

ผู้ค้ำประกัน คือ บุคคลที่ทำสัญญากับเจ้าหนี้ว่า หากผู้เช่าซื้อซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ผู้ค้ำประกันจะรับผิดชำระหนี้ตามขอบเขตที่กฎหมายและสัญญาค้ำประกันกำหนด

สำหรับการเช่าซื้อรถยนต์ ผู้ค้ำประกันจึงไม่ได้เป็นเจ้าของรถ และไม่ได้เป็นผู้เช่าซื้อเพียงเพราะเป็นผู้ค้ำ

แต่มีหน้าที่ประกันการปฏิบัติตามหนี้ของผู้เช่าซื้อภายในขอบเขตของความรับผิดที่กฎหมายและสัญญากำหนด

ผู้เช่าซื้อไม่จ่ายค่างวด ผู้ค้ำต้องรับผิดหรือไม่?

หากผู้เช่าซื้อผิดนัด ผู้ให้เช่าซื้ออาจใช้สิทธิเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิดได้ ภายในขอบเขตของสัญญาค้ำประกันและกฎหมาย

แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดทุกจำนวนที่ไฟแนนซ์เรียกโดยอัตโนมัติ

ต้องตรวจสอบว่า

  • ผู้เช่าซื้อผิดนัดจริงหรือไม่

  • สัญญาค้ำประกันมีขอบเขตความรับผิดอย่างไร

  • หนี้ที่เรียกร้องเป็นหนี้ประเภทใด

  • จำนวนหนี้คำนวณถูกต้องหรือไม่

  • การบอกกล่าวหรือการดำเนินการของเจ้าหนี้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

  • มีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขสัญญาภายหลังหรือไม่

ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดทั้งหมดหรือไม่?

ไม่ควรสรุปว่าผู้ค้ำต้องรับผิดทั้งหมดโดยไม่มีข้อจำกัด

ความรับผิดของผู้ค้ำประกันต้องพิจารณาตามกฎหมายและข้อความในสัญญาค้ำประกันเป็นสำคัญ

โดยเฉพาะการค้ำประกันที่ทำขึ้นในปัจจุบัน กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกันไว้ ผู้ค้ำจึงควรตรวจสอบข้อความในสัญญาว่าค้ำประกันหนี้ใด จำนวนเท่าใด และมีเงื่อนไขอย่างไร

หากรถถูกยึดหรือคืนแล้ว ผู้ค้ำยังต้องรับผิดหรือไม่?

การที่รถถูกยึดหรือผู้เช่าซื้อนำรถไปคืน ไม่ได้หมายความว่าความรับผิดของผู้ค้ำประกันสิ้นสุดลงทันทีในทุกกรณี

ต้องพิจารณาต่อว่า หลังจากรถถูกคืนหรือถูกนำไปขายแล้ว ยังมีหนี้หรือความเสียหายที่ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่รับผิดหรือไม่ และหนี้ดังกล่าวอยู่ภายใต้ขอบเขตการค้ำประกันหรือไม่

ตัวอย่างเช่น หากไฟแนนซ์นำรถไปขายทอดตลาดแล้วมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้เช่าซื้อในลักษณะ ค่าส่วนต่างหรือค่าขาดราคา ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบว่าความรับผิดดังกล่าวอยู่ในขอบเขตที่ตนได้ค้ำประกันไว้หรือไม่

ผู้ค้ำประกันมีสิทธิโต้แย้งยอดหนี้หรือไม่?

มีได้ตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

หากผู้ค้ำประกันได้รับหนังสือเรียกให้ชำระเงิน แต่เห็นว่ายอดหนี้ไม่ถูกต้อง หรือไม่แน่ใจว่าตนต้องรับผิดในหนี้จำนวนดังกล่าวหรือไม่ สามารถขอตรวจสอบเอกสารและรายละเอียดของหนี้ได้

ควรตรวจสอบ เช่น

  • สัญญาเช่าซื้อ

  • สัญญาค้ำประกัน

  • ประวัติการชำระเงิน

  • หนังสือแจ้งผิดนัด

  • หนังสือบอกเลิกสัญญา

  • เอกสารการคืนรถ

  • เอกสารการขายทอดตลาด

  • รายละเอียดการคำนวณยอดหนี้

ผู้ค้ำประกันมีสิทธิให้ไฟแนนซ์แสดงรายละเอียดหนี้หรือไม่?

เมื่อมีการเรียกร้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิด ควรขอรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ที่ถูกเรียก เช่น เงินต้น ดอกเบี้ย ค่าใช้จ่าย และที่มาของยอดหนี้ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าจำนวนเงินดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ และอยู่ในขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกันหรือไม่

ผู้ค้ำประกันไม่ควรชำระเงินจำนวนมากโดยไม่ตรวจสอบเอกสาร โดยเฉพาะเมื่อยอดหนี้มีความซับซ้อนหรือมีการขายรถไปแล้ว

หากผู้ค้ำประกันต้องจ่ายหนี้แทน มีสิทธิเรียกเงินคืนจากผู้เช่าซื้อหรือไม่?

โดยหลัก เมื่อผู้ค้ำประกันต้องชำระหนี้แทนผู้เช่าซื้อ ย่อมอาจมีสิทธิไล่เบี้ยหรือเรียกให้ผู้เช่าซื้อชำระคืนได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

ดังนั้น ผู้ค้ำประกันที่จำเป็นต้องชำระเงินแทนผู้เช่าซื้อ ควรเก็บหลักฐานการชำระเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ให้ครบ เพื่อใช้ประกอบการใช้สิทธิของตนเองภายหลัง

ผู้ค้ำประกันควรทำอย่างไร หากได้รับหนังสือทวงหนี้?

หากได้รับหนังสือจากไฟแนนซ์หรือบริษัทติดตามหนี้ ไม่ควรเพิกเฉย และไม่ควรรีบเซ็นรับสภาพหนี้หรือชำระเงินโดยไม่ตรวจสอบ

ควรดำเนินการเบื้องต้นดังนี้

1. ขอสำเนาสัญญาค้ำประกัน

ตรวจสอบว่าตนค้ำประกันหนี้อะไรและมีขอบเขตความรับผิดเพียงใด

2. ขอรายละเอียดหนี้

ตรวจสอบว่าไฟแนนซ์เรียกเงินจากรายการใด และคำนวณยอดอย่างไร

3. ตรวจสอบสถานะของรถ

หากรถถูกคืนหรือขายทอดตลาดแล้ว ควรขอเอกสารที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ

4. เก็บเอกสารทุกอย่างไว้

โดยเฉพาะหนังสือทวงถาม หนังสือบอกเลิกสัญญา และเอกสารการชำระเงิน

5. หากได้รับหมายศาล ควรรีบตรวจสอบ

เพราะผู้ค้ำประกันมีสิทธิยกข้อต่อสู้ตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้

ตัวอย่างสถานการณ์

นาย ก. เช่าซื้อรถยนต์กับไฟแนนซ์ โดยมีนาย ข. เป็นผู้ค้ำประกัน

ต่อมานาย ก. ผิดนัดชำระค่างวด ไฟแนนซ์จึงดำเนินการตามสิทธิและมีการนำรถกลับคืน

ภายหลังไฟแนนซ์แจ้งยอดเงินที่ต้องชำระเพิ่มเติมมายังนาย ข.

กรณีนี้ นาย ข. ไม่ควรคิดเพียงว่า

“เป็นผู้ค้ำ ก็ต้องจ่ายตามที่ไฟแนนซ์แจ้งทั้งหมด”

แต่ควรตรวจสอบก่อนว่า จำนวนเงินที่เรียกร้องคือหนี้ประเภทใด การคำนวณถูกต้องหรือไม่ และหนี้ดังกล่าวอยู่ในขอบเขตความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่

สรุป

ผู้ค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อมีความรับผิดตามขอบเขตของสัญญาค้ำประกันและกฎหมาย เมื่อผู้เช่าซื้อผิดนัด ผู้ให้เช่าซื้ออาจใช้สิทธิเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดทุกจำนวนที่ถูกเรียกโดยอัตโนมัติ

ก่อนชำระหนี้แทน ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบ สัญญาค้ำประกัน สัญญาเช่าซื้อ จำนวนหนี้ การผิดนัด การบอกเลิกสัญญา การคืนรถ และเอกสารการขายทอดตลาด ให้ครบถ้วน

หากได้รับหนังสือทวงหนี้หรือหมายศาลในฐานะผู้ค้ำประกัน ควรนำเอกสารทั้งหมดไปตรวจสอบสิทธิและความรับผิดโดยเร็ว เพื่อให้ทราบว่าตนมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนใดและมีประเด็นใดที่สามารถใช้สิทธิโต้แย้งได้บ้าง


บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น ความรับผิดของผู้ค้ำประกันต้องพิจารณาตามสัญญาค้ำประกัน สัญญาเช่าซื้อ ข้อเท็จจริง และกฎหมายที่ใช้บังคับในแต่ละกรณี