ค้างค่างวดรถ แต่ยังอยากใช้รถต่อ ต้องทำอย่างไร?

ค้างค่างวดรถ แต่ยังอยากใช้รถต่อ ต้องทำอย่างไร? เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้เช่าซื้อมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ทำให้ไม่สามารถชำระค่างวดได้ตามกำหนด แต่ยังมีความจำเป็นต้องใช้รถในการทำงานหรือดำเนินชีวิตประจำวัน

สิ่งสำคัญคือ อย่าปล่อยให้การค้างค่างวดดำเนินต่อไปโดยไม่ติดต่อไฟแนนซ์ เพราะเมื่อมีการผิดนัดสะสมมากขึ้น อาจนำไปสู่การบอกเลิกสัญญา การติดตามรถกลับคืน และข้อพิพาทเกี่ยวกับหนี้ที่เหลืออยู่

หากยังต้องการรักษารถไว้ ควรรีบดำเนินการตั้งแต่เริ่มมีปัญหา

1. ตรวจสอบก่อนว่าค้างกี่งวด

สิ่งแรกที่ควรทำคือ ตรวจสอบสถานะบัญชีกับไฟแนนซ์ว่า ค้างจริงกี่งวด และมียอดค้างเท่าใด

อย่าอาศัยเพียงข้อมูลจากการโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ เพราะบางครั้งยอดที่แจ้งอาจประกอบด้วยหลายรายการ เช่น

  • ค่างวดที่ค้าง

  • ดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยผิดนัด

  • ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง

  • ค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้

ควรขอรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรหรือเอกสารแสดงยอดหนี้ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน

2. ติดต่อไฟแนนซ์ทันที หากยังต้องการใช้รถต่อ

หากรู้ตัวว่าไม่สามารถจ่ายค่างวดได้ตามกำหนด อย่าหายเงียบ

ควรติดต่อไฟแนนซ์และแจ้งข้อเท็จจริงว่า ขณะนี้มีปัญหาในการชำระค่างวด แต่ยังมีความประสงค์ที่จะชำระหนี้และรักษาสัญญาไว้

จากนั้นสอบถามว่า มีแนวทางใดที่จะช่วยให้กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติหรือไม่

ตัวอย่างเช่น

  • ชำระยอดค้างเพื่อกลับเข้าสู่สถานะปกติ

  • ขอปรับโครงสร้างหนี้ หากมีมาตรการรองรับ

  • ขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ตามที่ไฟแนนซ์อนุญาต

  • ขอทราบยอดที่ต้องชำระเพื่อระงับขั้นตอนติดตามรถ

การเจรจาตั้งแต่เริ่มค้าง มักมีทางเลือกมากกว่าการรอจนได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา

3. ถ้ามีเงินไม่พอจ่ายทั้งหมด ให้ถาม “ยอดที่ต้องจ่ายเพื่อรักษาสัญญา”

บางคนมีเงินไม่พอชำระหนี้ทั้งหมด จึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

ในกรณีนี้ ควรถามไฟแนนซ์ให้ชัดเจนว่า

“ถ้าต้องการรักษาสัญญาและใช้รถต่อ ต้องชำระเงินจำนวนเท่าใด และภายในวันไหน?”

คำถามนี้สำคัญ เพราะควรทราบให้แน่นอนว่า ยอดเงินที่ต้องชำระคือยอดอะไร และชำระแล้วสถานะสัญญาจะเป็นอย่างไร

ควรขอคำตอบหรือเอกสารยืนยันไว้เป็นหลักฐาน

4. หากได้รับหนังสือแจ้งผิดนัด อย่าเพิกเฉย

เมื่อค้างค่างวดและได้รับหนังสือจากไฟแนนซ์ ผู้เช่าซื้อควรอ่านรายละเอียดให้ครบถ้วน โดยเฉพาะ

  • จำนวนงวดที่แจ้งว่าค้าง

  • จำนวนเงินที่เรียกเก็บ

  • กำหนดเวลาชำระ

  • ผลของการไม่ชำระ

  • การบอกเลิกสัญญา

  • ข้อความเกี่ยวกับการส่งคืนรถ

หากข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น ผู้เช่าซื้อชำระไปแล้วแต่ไฟแนนซ์ยังแสดงเป็นยอดค้าง ควรรีบแจ้งและส่งหลักฐานการชำระให้ตรวจสอบ

5. ถ้าไฟแนนซ์บอกว่า “ต้องคืนรถ” ทั้งที่ยังอยากผ่อนต่อ

กรณีนี้ต้องตรวจสอบ สถานะของสัญญาและเอกสารที่ไฟแนนซ์ส่งมา ก่อน

เพราะระหว่าง

“ค้างค่างวด”

กับ

“สัญญาถูกบอกเลิกแล้ว”

ไม่ควรถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันโดยอัตโนมัติ

หากไฟแนนซ์แจ้งว่าบอกเลิกสัญญาแล้ว ควรขอเอกสารที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบว่า การบอกเลิกสัญญาเกิดขึ้นเมื่อใด และมีเงื่อนไขหรือขั้นตอนอย่างไร

หากยังสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ ควรรีบเจรจาโดยมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร

6. อย่า “เอารถไปจำนำ” หรือส่งต่อให้คนอื่นเพื่อหาเงินมาจ่ายหนี้

เมื่อมีปัญหาเรื่องค่างวด บางคนอาจนำรถไปจำนำ ขายต่อ หรือให้บุคคลอื่นนำรถไปใช้เพื่อหาเงินมาชำระหนี้

วิธีดังกล่าวอาจทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น เพราะรถยังอยู่ภายใต้สัญญาเช่าซื้อและกรรมสิทธิ์ยังมีเงื่อนไขตามสัญญา

ดังนั้น ก่อนนำรถไปขาย โอน หรือให้บุคคลอื่นครอบครอง ควรตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขของสัญญาก่อน

7. ถ้าถูกติดตามรถ ควรทำอย่างไร?

หากมีเจ้าหน้าที่มาติดตามรถ ผู้เช่าซื้อควรหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงหรือการเผชิญหน้า

ควรขอทราบว่า

  • เจ้าหน้าที่มาจากบริษัทใด

  • มาด้วยเหตุใด

  • สัญญาอยู่ในสถานะใด

  • มีหนังสือแจ้งหรือเอกสารใดหรือไม่

หากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในการครอบครองหรือการนำรถกลับคืน ควรปรึกษาทนายความเพื่อประเมินข้อเท็จจริงและเอกสารก่อนดำเนินการ

8. ถ้าค้างหลายงวด แต่ยังอยากใช้รถต่อ ทำอย่างไร?

ยิ่งค้างหลายงวด ยิ่งควรรีบตรวจสอบสถานะสัญญา

โดยเฉพาะกรณีที่ได้รับ

  • หนังสือทวงถาม

  • หนังสือแจ้งผิดนัด

  • หนังสือบอกเลิกสัญญา

  • หนังสือให้ส่งมอบรถ

  • หนังสือเรียกให้ชำระหนี้จำนวนมาก

อย่ารอจนถึงวันที่เจ้าหน้าที่มาติดตามรถแล้วจึงค่อยแก้ไข

ควรนำเอกสารทั้งหมดมาตรวจสอบและติดต่อไฟแนนซ์โดยเร็ว

9. คืนรถแล้ว ยังมีหนี้หรือไม่?

อีกประเด็นที่ต้องระวังคือ การคืนรถไม่ได้หมายความว่าหนี้จะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติในทุกกรณี

หากสัญญาถูกเลิกและมีการนำรถกลับไปขาย อาจเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดหลังจากนั้น เช่น ค่าเสียหายหรือยอดหนี้ที่ยังเหลือตามกฎหมายและเงื่อนไขของสัญญา

ดังนั้น หากยังมีทางเลือกที่จะรักษารถไว้ได้ ผู้เช่าซื้อควรรีบตรวจสอบและเจรจาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการผิดนัด

ตัวอย่างสถานการณ์

นาย ก. ผ่อนรถเดือนละ 12,000 บาท แต่ช่วงหนึ่งมีปัญหาทางการเงิน ทำให้ค้าง 2 งวด รวม 24,000 บาท และยังต้องใช้รถในการทำงาน

สิ่งที่นาย ก. ควรทำไม่ใช่การหลบเลี่ยงไฟแนนซ์ แต่ควรติดต่อไฟแนนซ์เพื่อขอทราบว่า

“หากต้องการรักษาสัญญาและใช้รถต่อ ต้องชำระเงินจำนวนเท่าใด และมีเงื่อนไขอย่างไร?”

จากนั้นขอรายละเอียดเป็นเอกสาร เก็บหลักฐานการชำระ และปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้

หากไม่สามารถตกลงกันได้ หรือได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา ควรนำเอกสารทั้งหมดให้ทนายความตรวจสอบ

สรุป

ค้างค่างวดรถ แต่ยังอยากใช้รถต่อ สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าปล่อยให้เรื่องเงียบและอย่ารอจนถูกบอกเลิกสัญญา

ควรดำเนินการตามลำดับดังนี้

ตรวจสอบยอดค้าง → ติดต่อไฟแนนซ์ → ขอทราบยอดที่ต้องชำระเพื่อรักษาสัญญา → ขอเงื่อนไขเป็นลายลักษณ์อักษร → เก็บหลักฐาน → ตรวจสอบเอกสารหากมีการบอกเลิกสัญญา

หากไฟแนนซ์แจ้งว่าจะยึดรถ หรือเรียกให้ชำระเงินทั้งหมด ควรตรวจสอบ สัญญาเช่าซื้อ ประวัติการชำระเงิน หนังสือแจ้งผิดนัด และหนังสือบอกเลิกสัญญา ก่อนตัดสินใจ

เพราะรายละเอียดของแต่ละคดีอาจแตกต่างกัน และสิทธิของผู้เช่าซื้อจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง สัญญา และกฎหมายที่ใช้บังคับกับสัญญานั้น


บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น การใช้สิทธิหรือการดำเนินคดีควรพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสาร และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี