ไฟแนนซ์ให้จ่ายหนี้ทั้งหมดภายใน 7 วัน ทำอย่างไร?
เป็นปัญหาที่ผู้เช่าซื้อรถมักพบเมื่อค้างชำระค่างวดหลายงวด โดยเฉพาะเมื่อได้รับหนังสือหรือโทรศัพท์แจ้งว่า หากไม่ชำระเงินทั้งหมดภายใน 7 วัน ไฟแนนซ์จะดำเนินการยึดรถหรือดำเนินคดี
เมื่อได้รับแจ้งลักษณะนี้ สิ่งแรกที่ผู้เช่าซื้อควรทำคือ อย่าเพิ่งตกใจ และอย่าเพิ่งยอมรับยอดหนี้ทั้งหมดโดยไม่ตรวจสอบ
ต้องพิจารณาว่าไฟแนนซ์เรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากอะไร สัญญาอยู่ในสถานะใด และการดำเนินการของไฟแนนซ์เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายและสัญญากำหนดหรือไม่
1. “ให้จ่ายทั้งหมดภายใน 7 วัน” หมายความว่าอย่างไร?
คำว่า “จ่ายทั้งหมด” อาจหมายถึงหลายกรณี ขึ้นอยู่กับเอกสารที่ไฟแนนซ์ส่งมา
ตัวอย่างเช่น
เรียกค่างวดที่ค้างชำระ
เรียกยอดหนี้ที่ถึงกำหนด
แจ้งให้ชำระเพื่อแก้ไขการผิดนัด
แจ้งว่าจะบอกเลิกสัญญาหากไม่ชำระ
หรือแจ้งยอดหนี้ภายหลังจากมีการบอกเลิกสัญญาแล้ว
ดังนั้น อย่าดูเฉพาะตัวเลขที่ไฟแนนซ์เรียก แต่ควรอ่านเอกสารทั้งหมดว่าใช้คำว่าอะไร และระบุสถานะของสัญญาไว้อย่างไร
2. ค้างค่างวด ไม่ได้แปลว่าต้องจ่ายหนี้ทั้งหมดทันทีทุกกรณี
หากผู้เช่าซื้อค้างค่างวด สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือสถานะของสัญญาและสิทธิของไฟแนนซ์ตามสัญญาและกฎหมาย
โดยเฉพาะต้องแยกให้ออกระหว่าง
“ค้างค่างวด”
กับ
“สัญญาถูกบอกเลิกแล้ว”
เพราะผลทางกฎหมายของแต่ละสถานการณ์อาจแตกต่างกัน
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ระบุใน FAQ ว่า กรณีค้างชำระครบ 3 งวด มีการยกเลิกสัญญาและมีหนังสือแจ้งเตือนล่วงหน้า 30 วันตามกรณีที่หน่วยงานอธิบายไว้ จึงจะสามารถยึดรถได้ ทั้งนี้รายละเอียดของแต่ละกรณีต้องพิจารณาประกอบกับสัญญาและกฎหมายที่ใช้บังคับด้วย
ดังนั้น หากไฟแนนซ์โทรมาแจ้งว่า
“ถ้าไม่จ่ายหนี้ทั้งหมดภายใน 7 วัน จะยึดรถ”
ผู้เช่าซื้อควรขอเอกสารและตรวจสอบสถานะของสัญญาก่อน
3. สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อได้รับหนังสือให้จ่ายภายใน 7 วัน
ตรวจสอบหนังสือทันที
ดูว่าเอกสารระบุว่าเป็น
หนังสือทวงถาม
หนังสือแจ้งผิดนัด
หนังสือบอกกล่าว
หนังสือบอกเลิกสัญญา
หนังสือเรียกให้ส่งมอบรถ
หรือเอกสารประเภทอื่น
จากนั้นตรวจสอบวันที่ออกหนังสือ วันที่ได้รับหนังสือ และกำหนดเวลาที่ให้ชำระ
อย่าทิ้งเอกสารหรืออ่านข้อความเพียงผ่าน ๆ
เพราะวันที่และข้อความในเอกสารอาจมีความสำคัญต่อการพิจารณาสิทธิของแต่ละฝ่าย
4. ขอรายละเอียดว่า “หนี้ทั้งหมด” คำนวณจากอะไร
หากไฟแนนซ์เรียกเงินจำนวนมาก ควรขอรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเงินจำนวนดังกล่าวประกอบด้วยอะไรบ้าง เช่น
ค่างวดค้างชำระ
ดอกเบี้ยหรือเบี้ยปรับ
ค่าใช้จ่ายในการติดตามหนี้
ค่าใช้จ่ายอื่น
หรือยอดอื่นตามสัญญา
สำหรับสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่อยู่ภายใต้ประกาศควบคุมสัญญาที่ใช้กับสัญญาซึ่งทำตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2566 สคบ. ระบุหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเบี้ยปรับผิดนัด โดยผู้ให้เช่าซื้อสามารถคิดเบี้ยปรับจากยอดเงินที่ผิดนัดชำระได้ไม่เกินอัตราที่ประกาศกำหนด
จึงควรตรวจสอบด้วยว่า สัญญาของเราเข้าหลักเกณฑ์ใดและทำขึ้นเมื่อใด
5. ถ้ายังอยากใช้รถต่อ ไม่ควรปล่อยให้ครบกำหนด 7 วันโดยไม่ติดต่อ
หากผู้เช่าซื้อยังต้องการรักษารถไว้ สิ่งที่ควรทำคือ ติดต่อไฟแนนซ์ทันที
สอบถามให้ชัดเจนว่า
“หากต้องการรักษาสัญญาและใช้รถต่อ ต้องชำระเงินจำนวนเท่าใด และชำระภายในวันไหนจึงจะสามารถดำเนินการต่อได้?”
หากมีข้อเสนอให้ชำระบางส่วน หรือมีแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ ควรขอเงื่อนไขเป็นลายลักษณ์อักษร
อย่าอาศัยเพียงคำพูดทางโทรศัพท์ เพราะภายหลังอาจเกิดข้อโต้แย้งว่าได้ตกลงกันไว้อย่างไร
6. ถ้ามีเงินไม่พอจ่ายทั้งหมด ต้องทำอย่างไร?
หากถูกเรียกให้จ่ายเงินจำนวนมาก แต่ไม่มีเงินก้อนเพียงพอ ไม่ควรหายเงียบ
ควรแจ้งไฟแนนซ์ตามความเป็นจริงว่าไม่สามารถชำระเต็มจำนวนได้ และสอบถามทางเลือกที่มี
เช่น
ขอชำระยอดค้าง
ขอผ่อนชำระตามเงื่อนไขที่ไฟแนนซ์อนุญาต
ขอปรับโครงสร้างหนี้
ขอทำข้อตกลงชำระหนี้
ขอทราบยอดขั้นต่ำที่ต้องชำระเพื่อรักษาสัญญา
ทั้งนี้ การอนุมัติหรือเงื่อนไขจะขึ้นอยู่กับไฟแนนซ์และข้อเท็จจริงของแต่ละราย
7. ถ้าไฟแนนซ์บอกว่า “ไม่จ่ายภายใน 7 วัน จะยึดรถ”
อย่าเพิ่งสรุปว่า ครบ 7 วันแล้วไฟแนนซ์จะสามารถยึดรถได้ทันทีในทุกกรณี
ควรตรวจสอบว่า
ค้างชำระกี่งวด
สัญญายังมีผลอยู่หรือไม่
มีหนังสือบอกกล่าวหรือไม่
มีหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือไม่
หนังสือระบุเหตุและกำหนดเวลาอย่างไร
ผู้เช่าซื้อเคยได้รับหนังสือฉบับใดมาก่อนหรือไม่
สคบ. เองก็ระบุใน FAQ ว่ากรณีการยึดรถต้องพิจารณาการค้างชำระและขั้นตอนการแจ้งเตือนตามกรณีที่หน่วยงานกำหนด ไม่ใช่ดูเพียงว่ามีหนี้ค้างอยู่เท่านั้น
8. ถ้าไฟแนนซ์บอกให้คืนรถ แต่เราไม่อยากคืน
หากผู้เช่าซื้อยังต้องการรักษารถไว้ ควรรีบตรวจสอบเอกสารและสถานะของสัญญา
หากสัญญายังอยู่ในสถานะที่สามารถแก้ไขการผิดนัดได้ การเจรจาเพื่อชำระหนี้หรือปรับเงื่อนไขอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง
แต่หากไฟแนนซ์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว การดำเนินการจะมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงควรนำเอกสารทั้งหมดให้ทนายความตรวจสอบโดยเร็ว
9. อย่าเซ็นเอกสารยอมรับหนี้หรือส่งมอบรถโดยไม่อ่าน
เมื่อเจ้าหน้าที่นำเอกสารมาให้ลงชื่อ ผู้เช่าซื้อควรอ่านทุกข้อก่อนลงนาม
โดยเฉพาะเอกสารที่มีข้อความเกี่ยวกับ
ยอมรับจำนวนหนี้
ยอมรับสภาพหนี้
ยินยอมส่งมอบรถ
ยินยอมให้ดำเนินการขายรถ
ข้อตกลงชำระหนี้
การสละสิทธิใด ๆ
หากไม่เข้าใจข้อความ ควรขอสำเนากลับมาตรวจสอบก่อน
10. ถ้าจ่ายไม่ทัน 7 วัน แล้วไฟแนนซ์ฟ้อง ต้องทำอย่างไร?
หากภายหลังได้รับ หมายศาล อย่าคิดว่าเรื่องจบแล้วหรือไม่สามารถต่อสู้ได้
ควรตรวจสอบทันทีว่าโจทก์เรียกเงินจากอะไร เช่น
ค่างวดค้าง
ค่าเสียหาย
ค่าขาดราคา
ค่าส่วนต่างจากการขายรถ
ดอกเบี้ย
ค่าใช้จ่ายอื่น
จากนั้นตรวจสอบกับสัญญาและหลักฐานการชำระเงินของผู้เช่าซื้อ
อย่าปล่อยหมายศาลไว้โดยไม่ดำเนินการ เพราะการไม่ยื่นคำให้การหรือไม่ดำเนินการตามกำหนดอาจส่งผลต่อสิทธิในการต่อสู้คดี
ตัวอย่างสถานการณ์
นาย ก. ผ่อนรถกับไฟแนนซ์และค้างชำระหลายงวด ต่อมาได้รับหนังสือแจ้งว่า
“ให้ชำระหนี้ทั้งหมดภายใน 7 วัน มิฉะนั้นจะดำเนินการตามกฎหมายและติดตามรถคืน”
นาย ก. ยังต้องการใช้รถและไม่ต้องการให้สัญญาสิ้นสุด
สิ่งที่ควรทำคือ
ขั้นที่ 1 ตรวจสอบว่ายอดที่เรียกเป็นยอดอะไร
ขั้นที่ 2 ตรวจสอบจำนวนงวดที่ค้าง
ขั้นที่ 3 ตรวจสอบว่าสัญญาถูกบอกเลิกแล้วหรือยัง
ขั้นที่ 4 ติดต่อไฟแนนซ์เพื่อขอแนวทางรักษาสัญญา
ขั้นที่ 5 ขอข้อตกลงและยอดชำระเป็นลายลักษณ์อักษร
ขั้นที่ 6 หากเอกสารมีข้อสงสัยหรือไฟแนนซ์ยืนยันว่าบอกเลิกสัญญาแล้ว ให้นำเอกสารทั้งหมดให้ทนายความตรวจสอบ
สรุป
หาก ไฟแนนซ์ให้จ่ายหนี้ทั้งหมดภายใน 7 วัน อย่าเพิ่งรีบจ่ายโดยไม่ตรวจสอบ และอย่าเพิ่งสรุปว่าครบ 7 วันแล้วไฟแนนซ์จะยึดรถได้ทันที
สิ่งที่ควรทำคือ
ตรวจหนังสือ → ตรวจยอดหนี้ → ตรวจจำนวนงวดที่ค้าง → ตรวจสถานะสัญญา → ติดต่อไฟแนนซ์ → ขอเงื่อนไขเป็นลายลักษณ์อักษร → เก็บหลักฐานทั้งหมด
โดยเฉพาะผู้ที่ ยังอยากใช้รถต่อ ควรรีบแก้ไขปัญหาก่อนที่สัญญาจะเข้าสู่ขั้นตอนที่รุนแรงขึ้น
และหากไฟแนนซ์อ้างว่าบอกเลิกสัญญาแล้ว เรียกหนี้ทั้งหมด หรือจะนำรถกลับคืน ควรนำ สัญญาเช่าซื้อ หนังสือแจ้ง ประวัติการชำระเงิน และข้อความหรือหลักฐานการติดต่อกับไฟแนนซ์ มาตรวจสอบโดยเร็ว
ทั้งนี้ สคบ. ระบุว่าประกาศควบคุมสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ พ.ศ. 2565 มีผลใช้กับสัญญาที่ทำตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2566 เป็นต้นไป ส่วนสัญญาที่ทำก่อนหน้านั้นยังคงมีผลตามหลักเกณฑ์ที่ใช้กับสัญญาเดิมจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญา
หากผู้บริโภคเห็นว่าถูกละเมิดสิทธิ สามารถขอคำปรึกษาหรือร้องทุกข์ต่อ สคบ. ได้ผ่านสายด่วน 1166 และช่องทางที่ สคบ. ระบุไว้
บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น การใช้สิทธิหรือการดำเนินคดีควรพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสาร และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี

