ได้รับหมายศาลแล้วไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จะเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจากศาล สิ่งสำคัญที่จำเลยต้องตรวจสอบทันที คือ กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำให้การ เพราะหากปล่อยให้พ้นกำหนดโดยไม่ดำเนินการ อาจทำให้จำเลยตกอยู่ในฐานะ “ขาดนัดยื่นคำให้การ” และเสียโอกาสในการต่อสู้คดีหลายประการ
ขาดนัดยื่นคำให้การ คืออะไร?
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 หากจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว แต่ไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายหรือศาลกำหนด ย่อมถือว่าจำเลย ขาดนัดยื่นคำให้การ
โดยทั่วไป คดีแพ่งสามัญจำเลยต้องยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดนับแต่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ทั้งนี้ต้องตรวจสอบข้อความในหมายศาลและรายละเอียดของคดีเป็นรายกรณี
การขาดนัดยื่นคำให้การไม่ได้หมายความว่า จำเลยแพ้คดีทันที แต่ทำให้จำเลยเสียสิทธิในการต่อสู้คดีบางประการ และกระบวนพิจารณาจะดำเนินต่อไปตามหลักเกณฑ์เรื่องคดีขาดนัด
โจทก์ต้องทำอย่างไรเมื่อจำเลยขาดนัด?
เมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การแล้ว โจทก์สามารถดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ศาลพิจารณาคดีโดยขาดนัดได้
ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้โจทก์ยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่กำหนด หากโจทก์ไม่ดำเนินการภายในกำหนด ศาลอาจมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 198
ดังนั้น ในทางปฏิบัติทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยจึงต้องติดตามกำหนดเวลาของคดีอย่างใกล้ชิด
จำเลยขาดนัดแล้ว ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะทันทีหรือไม่?
ไม่ใช่เสมอไป
การที่จำเลยไม่ยื่นคำให้การไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างทุกประการของโจทก์กลายเป็นความจริงโดยอัตโนมัติ
ศาลยังต้องพิจารณาตามกฎหมายและพยานหลักฐานว่า ข้ออ้างของโจทก์มีมูลและสามารถรับฟังได้เพียงใด โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับจำนวนหนี้ ค่าเสียหาย หรือข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2566 วางหลักว่า แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ยังต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ
เช่นเดียวกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12747/2558 ซึ่งชี้ว่า แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้มีพยานหลักฐานมาหักล้าง โจทก์ก็ยังมีภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงในส่วนที่ตนกล่าวอ้างให้มีน้ำหนักเพียงพอ
ดังนั้น หลักสำคัญคือ
“จำเลยขาดนัด ไม่ได้แปลว่าโจทก์ชนะทันที แต่โจทก์ยังต้องพิสูจน์คดีตามกฎหมาย”
จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ ยังแก้ไขได้หรือไม่?
ยังมีช่องทางตามกฎหมาย แต่ต้องดำเนินการโดยเร็ว
1. กรณียังไม่มีคำพิพากษา
หากจำเลยมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าประสงค์จะต่อสู้คดี จำเลยสามารถขออนุญาตยื่นคำให้การได้
ศาลจะพิจารณาว่าการขาดนัดเกิดขึ้นโดยจงใจหรือไม่ และมีเหตุอันสมควรหรือไม่ หากศาลเห็นว่ามีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามที่กฎหมายกำหนด
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9101/2547 ก็ยืนยันหลักว่า จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การอาจขออนุญาตยื่นคำให้การได้ แต่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่เพียงนำคำให้การมายื่นภายหลังโดยไม่มีคำร้องหรือเหตุผลรองรับ
2. กรณีศาลมีคำพิพากษาแล้ว
หากศาลพิพากษาคดีโดยขาดนัดแล้ว จำเลยอาจมีสิทธิยื่น คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
โดยจำเลยต้องแสดงให้ศาลเห็นทั้ง
เหตุที่ตนขาดนัด
เหตุที่การขาดนัดมิได้เกิดจากความจงใจ หรือมีเหตุอันสมควร
ข้อคัดค้านคำพิพากษา
เหตุผลที่แสดงให้เห็นว่า หากมีโอกาสต่อสู้คดี จำเลยอาจมีทางชนะคดีได้
การกล่าวเพียงกว้าง ๆ ว่าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาหรือโจทก์เรียกหนี้ไม่ถูกต้อง อาจไม่เพียงพอ จำเลยต้องแสดงรายละเอียดให้ศาลเห็นถึงประเด็นที่จะนำมาต่อสู้คดีอย่างชัดเจน
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ควรรู้
ฎีกาที่ 920/2566
แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยังคงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความตามคำฟ้อง การขาดนัดของจำเลยไม่ได้ทำให้โจทก์ชนะคดีโดยอัตโนมัติ
ฎีกาที่ 9101/2547
จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การยังอาจขออนุญาตยื่นคำให้การได้ แต่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและแสดงเหตุที่สมควรต่อศาล
ฎีกาที่ 12747/2558
การที่จำเลยขาดนัดไม่ได้หมายความว่าศาลต้องรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ทุกประการ โจทก์ยังต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงในส่วนที่ตนมีภาระพิสูจน์
สรุป
ได้รับหมายศาลแล้วไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด อาจทำให้จำเลยตกเป็นผู้ขาดนัดยื่นคำให้การ
ผลที่ตามมาคือจำเลยอาจเสียโอกาสในการยื่นคำให้การและนำเสนอข้อต่อสู้ตามปกติ แต่ ไม่ได้หมายความว่าจำเลยแพ้คดีทันที
ในขณะเดียวกัน โจทก์ก็ไม่ได้ชนะคดีโดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามที่กฎหมายกำหนด
หากจำเลยเพิ่งทราบว่าตนขาดนัด สิ่งสำคัญคือ อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป ควรตรวจสอบสถานะคดี วันนัด และขั้นตอนที่ศาลดำเนินไปแล้วโดยเร็ว เพราะช่องทางแก้ไขและระยะเวลาในการดำเนินการขึ้นอยู่กับว่าคดีอยู่ในขั้นตอนใด
ได้รับหมายศาล อย่าวางทิ้งไว้ เพราะ “ระยะเวลา” ในการใช้สิทธิทางคดีอาจสำคัญไม่แพ้ข้อเท็จจริงของคดี
หมายเหตุ: บทความนี้อธิบายหลักทั่วไปของคดีแพ่งสามัญ การนับระยะเวลาและขั้นตอนอาจแตกต่างกันตามประเภทคดี ข้อความในหมายศาล และพฤติการณ์ของแต่ละคดี จึงควรตรวจสอบเอกสารและสถานะคดีเป็นรายกรณี
บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา

