ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยจะเสียสิทธิอะไรบ้าง?
เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจากศาลแล้ว สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบกำหนดเวลายื่นคำให้การ เพราะหากไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายหรือศาลกำหนด จำเลยอาจตกอยู่ในฐานะ “ขาดนัดยื่นคำให้การ”
การขาดนัดยื่นคำให้การไม่ได้หมายความว่า จำเลยแพ้คดีทันที แต่จำเลยอาจเสียสิทธิในการต่อสู้คดีหลายประการ และอาจทำให้การแก้ไขสถานการณ์ภายหลังทำได้ยากขึ้น
ขาดนัดยื่นคำให้การ คืออะไร?
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว แต่ไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จำเลยย่อมตกเป็นผู้ขาดนัดยื่นคำให้การตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
ดังนั้น เมื่อได้รับหมายศาล จำเลยจึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “ยังไม่มีวันขึ้นศาล” แต่ควรตรวจสอบ วันรับหมายและกำหนดเวลายื่นคำให้การ โดยเร็ว
ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยเสียสิทธิอะไรบ้าง?
การขาดนัดอาจส่งผลต่อสิทธิในการดำเนินคดีของจำเลย เช่น
1. เสียโอกาสยื่นคำให้การตามปกติ
คำให้การเป็นเอกสารสำคัญที่จำเลยใช้ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อโต้แย้งคำฟ้องของโจทก์
หากปล่อยให้พ้นกำหนด จำเลยจะไม่สามารถยื่นคำให้การได้ตามปกติ แต่ยังอาจมีช่องทางขออนุญาตศาลให้ยื่นคำให้การได้ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย
2. การนำพยานหลักฐานเข้าสืบอาจถูกจำกัด
เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ กระบวนพิจารณาจะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับคดีขาดนัด จำเลยจึงอาจไม่สามารถนำพยานหลักฐานเข้าสืบได้เช่นเดียวกับจำเลยที่ยื่นคำให้การตามกำหนด
อย่างไรก็ตาม สิทธิของจำเลยในแต่ละขั้นตอนต้องพิจารณาตามสถานะของคดีและคำสั่งของศาลเป็นรายกรณี
3. ไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะชนะคดีทันที
ประเด็นนี้สำคัญมาก
จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่ได้หมายความว่าโจทก์ชนะคดีโดยอัตโนมัติ
ศาลยังต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของโจทก์ตามกฎหมาย โจทก์ยังมีหน้าที่พิสูจน์ข้อกล่าวอ้างที่ตนมีภาระต้องพิสูจน์
ดังนั้น การไม่ยื่นคำให้การไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวหาของโจทก์กลายเป็นความจริงทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
หากรู้ตัวว่าขาดนัดแล้ว ยังแก้ไขได้หรือไม่?
ในบางกรณี ยังสามารถขออนุญาตศาลยื่นคำให้การได้
จำเลยควรดำเนินการโดยเร็ว และต้องแสดงเหตุผลให้ศาลเห็นว่าการขาดนัดไม่ได้เกิดจากความจงใจ หรือมีเหตุอันสมควร รวมทั้งต้องดำเนินการตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
การปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ดำเนินการ อาจทำให้ทางเลือกในการแก้ไขคดีลดลง
หากศาลพิพากษาไปแล้ว ยังขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้หรือไม่?
ในบางกรณี จำเลยที่ขาดนัดอาจมีสิทธิยื่น คำขอให้พิจารณาคดีใหม่ หากเข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด
โดยจำเลยต้องแสดงให้ศาลเห็นถึงเหตุที่ขาดนัด รวมทั้งข้อคัดค้านคำพิพากษาอย่างชัดเจน และต้องแสดงให้เห็นด้วยว่า หากมีโอกาสต่อสู้คดี จำเลยมีข้ออ้างหรือข้อต่อสู้ที่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงได้
ดังนั้น การยื่นคำขอไม่ควรเขียนเพียงว่า “ไม่ทราบว่าถูกฟ้อง” หรือ “ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา” แบบกว้าง ๆ แต่ควรอธิบายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด
ตัวอย่างสถานการณ์
เช่น จำเลยได้รับหมายเรียกจากศาลเกี่ยวกับหนี้ตามสัญญากู้ยืม แต่ไม่ได้ตรวจสอบเอกสารและปล่อยให้พ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การ
ภายหลังจำเลยจึงทราบว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา
ในกรณีเช่นนี้ จำเลยไม่ควรรอจนกว่าจะมีคำพิพากษา แต่ควรรีบตรวจสอบว่า
ได้รับหมายศาลเมื่อใด
กำหนดยื่นคำให้การวันใด
ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับการขาดนัดแล้วหรือไม่
มีการสืบพยานแล้วหรือยัง
ศาลมีคำพิพากษาแล้วหรือไม่
หากมีคำพิพากษาแล้ว ได้รับคำบังคับเมื่อใด
ยังมีช่องทางตามกฎหมายในการขอให้พิจารณาคดีใหม่หรือไม่
รายละเอียดเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อแนวทางดำเนินคดี
สิ่งที่ควรทำเมื่อได้รับหมายศาล
เมื่อได้รับหมายศาล ไม่ควรวางเอกสารทิ้งไว้หรือรอจนถึงวันนัด ควรดำเนินการดังนี้
1. ตรวจสอบวันรับหมายศาล
เพื่อคำนวณระยะเวลาที่เกี่ยวข้อง
2. อ่านคำฟ้องและเอกสารแนบท้ายทั้งหมด
เพื่อดูว่าโจทก์กล่าวหาและเรียกร้องอะไร
3. ตรวจสอบกำหนดยื่นคำให้การ
ไม่ควรใช้เพียงวันนัดพิจารณาเป็นตัวกำหนด
4. รวบรวมเอกสารและหลักฐาน
เช่น สัญญา ใบเสร็จ สลิปโอนเงิน หนังสือโต้ตอบ หรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง
5. ปรึกษาทนายความโดยเร็ว
โดยเฉพาะกรณีที่ไม่แน่ใจว่าพ้นกำหนดหรือขาดนัดแล้วหรือไม่
สรุป
ขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่ได้หมายความว่าจำเลยแพ้คดีทันที แต่จำเลยอาจเสียโอกาสและสิทธิในการต่อสู้คดีบางประการ ทำให้การดำเนินคดีในภายหลังมีข้อจำกัดมากขึ้น
หากรู้ตัวว่าขาดนัดแล้ว สิ่งสำคัญคือ อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป ควรตรวจสอบสถานะคดีและดำเนินการตามช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้โดยเร็ว เพราะแต่ละขั้นตอนมีเงื่อนไขและระยะเวลาที่แตกต่างกัน
ได้รับหมายศาล อย่าวางทิ้งไว้ เพราะการดำเนินการให้ทันเวลาอาจมีความสำคัญต่อสิทธิในการต่อสู้คดี
บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา

