ไฟแนนซ์ขู่ยึดรถทางโทรศัพท์ ทำอย่างไร?
“ไฟแนนซ์โทรมาบอกว่าถ้าไม่จ่ายภายใน 7 วัน จะมายึดรถ”
“เจ้าหน้าที่โทรมาบอกว่าค้าง 3 งวดแล้ว พรุ่งนี้จะส่งคนมายึดรถ”
“ไฟแนนซ์โทรมาขู่ว่าถ้าไม่จ่ายเงินทั้งหมด จะดำเนินคดีทันที”
สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้เช่าซื้อจำนวนมากเกิดความกังวลและไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อยังต้องใช้รถในการทำงานหรือใช้ในชีวิตประจำวัน
สิ่งสำคัญคือ อย่าเพิ่งตัดสินใจจากคำพูดทางโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบสถานะของสัญญาและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน
1. ไฟแนนซ์โทรมาขู่ยึดรถ ต้องทำอย่างไร?
สิ่งแรกที่ควรทำคือ ตั้งสติและสอบถามข้อมูลให้ชัดเจน
ควรถามเจ้าหน้าที่ว่า
ปัจจุบันค้างค่างวดจำนวนกี่งวด
ยอดค้างชำระทั้งหมดเท่าใด
สัญญาปัจจุบันอยู่ในสถานะใด
มีหนังสือบอกกล่าวหรือไม่
มีหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือยัง
หากชำระยอดค้างภายในกำหนด จะสามารถใช้รถต่อได้หรือไม่
มีทางเลือกในการปรับโครงสร้างหนี้หรือเจรจาหรือไม่
หากเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะยึดรถ ควรสอบถามให้ชัดเจนว่า การดำเนินการดังกล่าวอาศัยสิทธิหรือเอกสารใด
2. คำว่า “จะยึดรถภายใน 7 วัน” หมายความว่ายึดได้ทันทีหรือไม่?
ไม่ควรสรุปจากคำพูดทางโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว
การที่เจ้าหน้าที่แจ้งกำหนดเวลา 7 วัน อาจเป็นการติดตามหรือเรียกร้องให้ชำระหนี้ แต่สิทธิในการเลิกสัญญา เรียกรถคืน หรือดำเนินคดี ต้องพิจารณาจากสัญญาและกฎหมาย รวมถึงขั้นตอนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว
ดังนั้น หากได้รับโทรศัพท์ว่า
“ถ้าไม่จ่ายภายใน 7 วัน จะยึดรถ”
ควรถามกลับอย่างสุภาพว่า
“ขอรายละเอียดและเอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นลายลักษณ์อักษรได้หรือไม่ครับ/คะ”
การมีเอกสารจะช่วยให้สามารถตรวจสอบสถานะของเรื่องได้ชัดเจนกว่าการสนทนาทางโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว
3. ถ้าค้างค่างวดจริง ควรเพิกเฉยต่อโทรศัพท์หรือไม่?
ไม่ควร
หากมีหนี้ค้างจริง การไม่รับโทรศัพท์หรือหลีกเลี่ยงการติดต่อไม่ได้ทำให้หนี้หายไป และอาจทำให้การเจรจาแก้ไขปัญหาทำได้ยากขึ้น
ทางที่เหมาะสมกว่าคือ
รับทราบปัญหา → ขอข้อมูลยอดหนี้ → ตรวจสอบสถานะสัญญา → เจรจาแนวทางชำระหนี้ → เก็บหลักฐานทุกครั้ง
หากยังต้องการเก็บรถไว้ ควรแจ้งความประสงค์อย่างชัดเจนและสอบถามว่ามีแนวทางใดที่จะทำให้สามารถรักษาสัญญาไว้ได้
4. ถ้าเจ้าหน้าที่โทรมาข่มขู่หรือพูดจารุนแรง ควรทำอย่างไร?
การติดตามทวงถามหนี้ควรดำเนินการภายใต้กฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
หากมีการพูดจาข่มขู่ ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม เปิดเผยเรื่องหนี้ต่อบุคคลอื่น หรือมีพฤติการณ์ที่ผู้เช่าซื้อเห็นว่าเกินขอบเขต ควรเก็บหลักฐานไว้ เช่น
วันและเวลาที่โทร
หมายเลขโทรศัพท์
ชื่อหรือข้อมูลของผู้โทร หากแจ้งไว้
ข้อความที่ส่งมา
หนังสือแจ้ง
หลักฐานการชำระเงิน
รายละเอียดของบทสนทนาที่เกิดขึ้น
หลักฐานเหล่านี้อาจมีประโยชน์หากภายหลังเกิดข้อพิพาท
5. ถ้าไฟแนนซ์บอกว่า “จ่ายทั้งหมดภายใน 7 วัน ไม่อย่างนั้นยึดรถ” ต้องจ่ายทันทีหรือไม่?
ไม่ควรรีบโอนเงินโดยไม่ตรวจสอบว่า ยอดที่เรียกเก็บคืออะไร และการชำระเงินดังกล่าวจะมีผลต่อสถานะสัญญาอย่างไร
ควรขอรายละเอียด เช่น
ยอดค่างวดค้าง
ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บ
ยอดที่ต้องชำระเพื่อรักษาสัญญา
กำหนดเวลาชำระ
เงื่อนไขหลังจากชำระเงิน
สถานะของสัญญาหลังชำระ
หากมีการตกลงกัน ควรขอหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร และเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้ทุกครั้ง
6. ยังอยากใช้รถต่อ แต่ตอนนี้ไม่มีเงินก้อน ทำอย่างไร?
หากไม่สามารถชำระยอดที่ถูกเรียกร้องทั้งหมดได้ ควรแจ้งสถานการณ์ทางการเงินกับไฟแนนซ์และลองเจรจาทางเลือกอื่น เช่น
ขอแบ่งชำระยอดค้าง
ขอปรับโครงสร้างหนี้
ขอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระตามที่เจ้าหนี้เสนอ
ขอระยะเวลาในการจัดหาเงิน
สอบถามเงื่อนไขเพื่อรักษาสัญญา
แต่ต้องเข้าใจว่า การขอเจรจาไม่ได้หมายความว่าไฟแนนซ์ต้องยอมรับข้อเสนอทุกกรณี จึงควรขอคำตอบและเงื่อนไขให้ชัดเจน
7. ถ้าไฟแนนซ์ส่งคนมาตามรถถึงบ้าน ต้องทำอย่างไร?
หากมีผู้มาติดตามรถ ควรตรวจสอบว่าเป็นตัวแทนของไฟแนนซ์หรือไม่ และขอให้แสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ผู้เช่าซื้อควรหลีกเลี่ยงการทะเลาะหรือใช้กำลัง เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา
หากมีข้อโต้แย้งว่าไฟแนนซ์มีสิทธิเรียกรถคืนแล้วหรือไม่ ควรเก็บหลักฐานและขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
มีข้อพิพาทเรื่องสิทธิในรถ ควรใช้กระบวนการทางกฎหมาย ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง
8. ถ้าได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว ต้องทำอย่างไร?
กรณีนี้ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะสถานะของสัญญาอาจแตกต่างจากกรณีที่เพียงได้รับโทรศัพท์ติดตามหนี้
ควรตรวจสอบทันทีว่า
หนังสือออกโดยใคร
ระบุสัญญาฉบับใด
ระบุเหตุผิดนัดอย่างไร
มียอดหนี้จำนวนเท่าใด
กำหนดให้ดำเนินการภายในกี่วัน
มีการบอกเลิกสัญญาแล้วหรือไม่
ส่งหนังสือไปยังที่อยู่ใด
มีหลักฐานการรับหนังสือหรือไม่
หากไม่แน่ใจว่าการบอกเลิกสัญญาถูกต้องหรือไม่ ควรนำเอกสารให้ทนายตรวจสอบโดยเร็ว
9. ถ้าได้รับหมายศาล ต้องทำอย่างไร?
หากเรื่องพัฒนาไปถึงขั้นที่ไฟแนนซ์ฟ้องคดีแล้ว อย่าปล่อยหมายศาลทิ้ง
ควรตรวจสอบ
ศาลที่รับฟ้อง
เลขคดี
วันนัด
กำหนดเวลายื่นคำให้การ
จำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้อง
เอกสารที่แนบท้ายฟ้อง
โดยเฉพาะคดีเช่าซื้อที่มีการเรียกค่าขาดราคา ผู้เช่าซื้อควรตรวจสอบที่มาของยอดหนี้และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรคิดว่าตัวเลขที่ไฟแนนซ์เรียกเป็นยอดที่ต้องชำระทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
สรุป
ไฟแนนซ์ขู่ยึดรถทางโทรศัพท์ อย่าเพิ่งตกใจและอย่าเพิกเฉย
สิ่งที่ควรทำคือขอรายละเอียดเกี่ยวกับยอดหนี้และสถานะสัญญา ตรวจสอบว่ามีหนังสือบอกกล่าวหรือบอกเลิกสัญญาหรือไม่ และเจรจาหาทางแก้ไขโดยเร็วหากยังต้องการรักษารถไว้
ที่สำคัญคือ คำพูดว่า “จะยึดรถภายใน 7 วัน” ไม่ควรนำมาใช้แทนการตรวจสอบสิทธิทางกฎหมาย เพราะสิทธิของไฟแนนซ์ต้องพิจารณาจากสัญญา กฎหมาย และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
หากมีหนังสือทวงถาม หนังสือบอกเลิกสัญญา หรือหมายศาล ควรเก็บเอกสารทั้งหมดไว้และนำมาตรวจสอบ เพื่อประเมินแนวทางดำเนินการให้เหมาะสมกับสถานการณ์
บทความโดย นายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น ทนายความ
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา)
