คืนรถแล้ว ทำไมยังถูกเรียก “ค่าขาดราคา” หรือค่าส่วนต่าง?

หลายคนเข้าใจว่า เมื่อไม่สามารถผ่อนรถต่อได้และนำรถไปคืนให้ไฟแนนซ์แล้ว เรื่องหนี้จะจบลงทันที แต่ในทางปฏิบัติ การคืนรถไม่ได้หมายความว่าภาระที่เกี่ยวข้องกับสัญญาเช่าซื้อจะสิ้นสุดลงทุกกรณี

หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อย คือ หลังจากคืนรถแล้ว ไฟแนนซ์มีหนังสือแจ้งให้ชำระ “ค่าขาดราคา” หรือ “ค่าส่วนต่าง” ทำให้ผู้เช่าซื้อเกิดคำถามว่า

“คืนรถไปแล้ว ทำไมยังต้องจ่ายเงินอีก?”

ค่าขาดราคา คืออะไร?

ในกรณีที่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงและมีการนำรถกลับมาขาย หากราคาที่ขายได้ไม่เพียงพอกับภาระหนี้หรือจำนวนเงินที่ผู้เช่าซื้อยังมีหน้าที่รับผิดตามกฎหมายและสัญญา อาจเกิดจำนวนเงินส่วนที่ขาดขึ้น

ตัวอย่างเช่น

  • ยอดที่เกี่ยวข้องกับภาระหนี้ตามสัญญา = 500,000 บาท

  • รถถูกนำไปขายได้ = 350,000 บาท

  • มีจำนวนเงินส่วนต่างที่ถูกนำมาเรียกร้อง = 150,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ได้หมายความว่าไฟแนนซ์สามารถนำยอดใด ๆ มาเรียกจากผู้เช่าซื้อได้โดยอัตโนมัติ

การเรียกร้องต้องพิจารณารายละเอียดของสัญญา การผิดนัด การบอกเลิกสัญญา การรับคืนรถ การขายรถ และหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ใช้กับกรณีนั้น ๆ

ทำไมคืนรถแล้วจึงยังมีค่าส่วนต่าง?

เพราะการคืนรถเป็นเรื่องของ การส่งมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืน ส่วนภาระหนี้หรือความรับผิดที่เกิดขึ้นก่อนหรือภายหลังการสิ้นสุดสัญญา ต้องพิจารณาแยกต่างหาก

ดังนั้น การที่ไฟแนนซ์รับรถคืนจึงไม่ควรตีความทันทีว่า

“รถคืนแล้ว = หนี้เป็นศูนย์”

แต่ก็ไม่ควรตีความกลับกันว่า

“ไฟแนนซ์เรียกเท่าไรก็ต้องจ่ายทั้งหมด”

เพราะจำนวนเงินที่ถูกเรียกสามารถตรวจสอบได้ทั้งในเรื่องที่มา วิธีคำนวณ เอกสารประกอบ และสิทธิของผู้เช่าซื้อตามกฎหมาย

ไฟแนนซ์ขายรถแล้ว ต้องจ่ายส่วนต่างทุกกรณีหรือไม่?

ไม่ควรตอบว่า “ต้องจ่ายทุกกรณี” โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  1. สัญญาเช่าซื้อกำหนดเรื่องความรับผิดไว้อย่างไร

  2. ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่างวดหรือไม่

  3. ไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญาอย่างถูกต้องหรือไม่

  4. การคืนรถเกิดขึ้นเมื่อใดและมีเอกสารยืนยันหรือไม่

  5. ไฟแนนซ์นำรถไปขายด้วยวิธีใด

  6. ราคาที่ขายได้เท่าใด

  7. ไฟแนนซ์นำเงินที่ได้จากการขายไปหักกับยอดใดบ้าง

  8. ยอดค่าขาดราคาที่เรียกร้องคำนวณจากอะไร

  9. มีค่าใช้จ่ายหรือรายการใดที่ถูกนำมารวมในยอดเรียกร้อง

รายละเอียดเหล่านี้อาจส่งผลต่อจำนวนเงินที่ไฟแนนซ์มีสิทธิเรียกร้องและความรับผิดของผู้เช่าซื้อ

ได้รับหนังสือเรียกค่าขาดราคา ควรทำอย่างไร?

หากได้รับหนังสือทวงถามหลังจากคืนรถแล้ว ไม่ควรรีบเซ็นรับสภาพหนี้หรือชำระเงินทันทีโดยไม่ตรวจสอบเอกสาร

ควรขอและเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • สัญญาเช่าซื้อ

  • ประวัติการชำระค่างวด

  • หนังสือบอกเลิกสัญญา

  • เอกสารการส่งมอบหรือคืนรถ

  • เอกสารเกี่ยวกับการขายรถ

  • ราคาที่ขายรถได้

  • รายละเอียดการคำนวณยอดค่าขาดราคา

  • หนังสือทวงถาม

จากนั้นจึงตรวจสอบว่าจำนวนเงินที่เรียกร้องมีที่มาและมีฐานในการเรียกร้องเพียงใด

หากไฟแนนซ์ฟ้องศาลเรื่องค่าขาดราคา

หากได้รับ หมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะคดีจะมีระยะเวลาตามกฎหมายในการดำเนินการของจำเลย

การต่อสู้คดีไม่ได้พิจารณาเพียงว่า “คืนรถแล้วหรือยัง” แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและเอกสารทั้งหมด เช่น การผิดนัด การบอกเลิกสัญญา การคืนรถ การขายทอดตลาดหรือการจำหน่ายรถ และการคำนวณยอดเงินที่โจทก์เรียกร้อง

สรุป

คืนรถแล้ว ยังอาจมีการเรียกค่าขาดราคาหรือค่าส่วนต่างได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ายอดที่ไฟแนนซ์เรียกจะถูกต้องหรือผู้เช่าซื้อต้องชำระทุกจำนวนโดยอัตโนมัติ

ก่อนชำระเงิน ควรตรวจสอบ สัญญา เอกสารการคืนรถ การบอกเลิกสัญญา เอกสารการขายรถ และรายละเอียดการคำนวณยอดหนี้ ให้ครบถ้วน

หากได้รับหนังสือทวงถามหรือหมายศาลเกี่ยวกับค่าขาดราคารถ ควรนำเอกสารทั้งหมดให้ทนายความตรวจสอบ เพื่อพิจารณาสิทธิและแนวทางดำเนินการตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี


บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา