รถถูกยึดแล้ว ผู้เช่าซื้อยังมีสิทธิขอรถคืนหรือไม่?
เมื่อผู้เช่าซื้อค้างชำระค่างวดและไฟแนนซ์ติดตามนำรถกลับคืนไปแล้ว หลายคนมักเข้าใจว่า “รถถูกยึดแล้วก็หมดสิทธิเอาคืน”
แต่ในทางกฎหมาย ไม่ควรสรุปเช่นนั้นทันที เพราะต้องตรวจสอบว่าในขณะที่รถถูกนำกลับคืน สัญญาเช่าซื้ออยู่ในสถานะใด ไฟแนนซ์ได้บอกเลิกสัญญาหรือไม่ รถถูกนำไปขายแล้วหรือยัง และมีการดำเนินการใดเกิดขึ้นหลังจากนั้น
รถถูกยึดแล้ว ขอรถคืนได้หรือไม่?
อาจมีกรณีที่สามารถขอรถคืนได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ทุกกรณี
สิ่งสำคัญคือ ต้องตรวจสอบสถานะของสัญญาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับเวลา เช่น
ผู้เช่าซื้อค้างค่างวดกี่งวด
ไฟแนนซ์มีหนังสือทวงถามหรือแจ้งผิดนัดหรือไม่
ไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญาแล้วหรือยัง
รถถูกนำกลับคืนมาเมื่อใด
ผู้เช่าซื้อยินยอมส่งมอบรถหรือไม่
รถถูกเก็บไว้ที่ใด
ไฟแนนซ์นำรถไปขายหรือยัง
มีการทำข้อตกลงใดหลังจากรถถูกนำกลับคืนหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้อาจส่งผลต่อแนวทางในการขอรถคืนและการตรวจสอบสิทธิของผู้เช่าซื้อ
ถ้ารถเพิ่งถูกยึด ควรรีบตรวจสอบอะไร?
หากรถเพิ่งถูกนำกลับคืนไป ไม่ควรรอจนเวลาผ่านไปนาน ควรรีบติดต่อไฟแนนซ์เพื่อสอบถามสถานะของรถและสัญญา
ควรสอบถามเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น
ขณะนี้รถอยู่ที่ใด
ไฟแนนซ์รับรถคืนวันที่เท่าใด
สัญญาถูกบอกเลิกแล้วหรือยัง
รถอยู่ระหว่างรอจำหน่ายหรือไม่
มีการกำหนดวันขายรถหรือยัง
ผู้เช่าซื้อสามารถชำระยอดเพื่อขอรับรถคืนได้หรือไม่
ต้องดำเนินการอย่างไรหากประสงค์จะขอรถกลับคืน
การรีบตรวจสอบสถานะจะช่วยให้ทราบว่าปัจจุบันเรื่องอยู่ในขั้นตอนใด
ถ้าไฟแนนซ์ยังไม่ขายรถ ขอรถคืนได้ไหม?
กรณีนี้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องโดยละเอียด โดยเฉพาะสถานะของสัญญาและสิทธิของคู่สัญญาหลังจากรถถูกนำกลับคืน
ผู้เช่าซื้อไม่ควรคิดเพียงว่า
“รถยังไม่ได้ขาย แสดงว่าต้องได้รถคืนแน่นอน”
เพราะการจะนำรถกลับคืนได้หรือไม่ ต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมายของสัญญาและข้อตกลงระหว่างคู่สัญญาประกอบกัน
หากไฟแนนซ์เสนอให้ชำระเงินเพื่อรับรถกลับ ควรขอรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ต้องชำระยอดใด และการชำระดังกล่าวมีผลต่อสัญญาอย่างไร
ถ้าไฟแนนซ์ขายรถไปแล้ว ยังขอรถคืนได้หรือไม่?
หากรถถูกขายให้บุคคลอื่นไปแล้ว สถานการณ์จะแตกต่างจากกรณีที่รถยังอยู่กับไฟแนนซ์อย่างมาก
ดังนั้น หากต้องการรักษาสิทธิหรือประสงค์จะขอรถคืน ควรรีบตรวจสอบก่อนที่รถจะถูกจำหน่าย และเก็บหลักฐานเกี่ยวกับการติดต่อกับไฟแนนซ์ไว้ทั้งหมด
หากรถถูกขายไปแล้ว อาจต้องพิจารณาประเด็นทางกฎหมายอื่นเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
ถูกยึดรถแล้ว แต่ยังมีเงินค้าง ต้องทำอย่างไร?
การนำรถกลับคืนไปไม่ได้หมายความว่าจำนวนหนี้จะเป็นศูนย์โดยอัตโนมัติ
หลังจากรถถูกนำกลับคืน อาจมีการดำเนินการเกี่ยวกับการจำหน่ายรถ และอาจเกิดข้อพิพาทเรื่อง ค่าขาดราคา หรือค่าส่วนต่าง ได้
ดังนั้น ผู้เช่าซื้อควรแยกประเด็นออกเป็น 2 เรื่อง
เรื่องที่ 1 — สิทธิในการขอรถคืน
ต้องตรวจสอบสถานะของสัญญาและรถในขณะนั้น
เรื่องที่ 2 — ภาระเงินที่ไฟแนนซ์เรียกร้อง
ต้องตรวจสอบว่าเป็นยอดอะไร มีที่มาอย่างไร และคำนวณตามหลักเกณฑ์ใด
สองเรื่องนี้ไม่ควรนำมาปะปนกัน
หากต้องการขอรถคืน ควรเตรียมเอกสารอะไร?
ควรรวบรวมเอกสารให้ครบ เช่น
สัญญาเช่าซื้อ
ตารางค่างวด
หลักฐานการชำระค่างวด
หนังสือทวงถาม
หนังสือบอกเลิกสัญญา
หลักฐานการนำรถกลับคืน
เอกสารที่ลงชื่อในวันที่รถถูกนำไป
ข้อความสนทนากับไฟแนนซ์
หนังสือหรือเอกสารที่เกี่ยวกับการขายรถ
หนังสือเรียกค่าขาดราคา หากมี
จากนั้นจึงตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นตั้งแต่เริ่มผิดนัดจนถึงวันที่รถถูกนำกลับคืน
ถ้าเจ้าหน้าที่บอกว่า “รถถูกขายแล้ว”
อย่าเพิ่งสรุปจากคำพูดทางโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว หากเป็นไปได้ควรขอ ข้อมูลหรือเอกสารยืนยันสถานะรถเป็นลายลักษณ์อักษร
เพราะประเด็นสำคัญคือ ต้องทราบว่า
รถถูกขายแล้วจริงหรือไม่ → ขายเมื่อใด → ขายด้วยวิธีใด → ได้ราคาเท่าใด → นำเงินไปหักกับยอดใด
ข้อมูลเหล่านี้ยังมีความสำคัญต่อการตรวจสอบยอดเงินที่ไฟแนนซ์อาจเรียกร้องภายหลังด้วย
สรุป
รถถูกยึดแล้วไม่ได้หมายความว่าผู้เช่าซื้อหมดสิทธิขอรถคืนในทุกกรณี แต่จะสามารถขอรถคืนได้หรือไม่ ต้องตรวจสอบสถานะของสัญญา วิธีการนำรถกลับคืน และสถานะของรถในขณะนั้น
โดยเฉพาะกรณีที่รถ ยังไม่ได้ถูกจำหน่าย ควรรีบติดต่อไฟแนนซ์และตรวจสอบเงื่อนไขโดยเร็ว อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปจนไม่ทราบว่ารถถูกนำไปดำเนินการถึงขั้นตอนไหนแล้ว
และหากไฟแนนซ์แจ้งว่ารถถูกขายไปแล้ว ควรขอรายละเอียดและเอกสารที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ รวมถึงตรวจสอบยอดเงินที่ไฟแนนซ์เรียกร้องภายหลังการขายรถด้วย
บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา
