คืนรถให้ไฟแนนซ์ ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

เมื่อผู้เช่าซื้อไม่สามารถผ่อนรถต่อได้และตัดสินใจคืนรถให้ไฟแนนซ์ คำถามที่มักตามมาคือ

“คืนรถแล้ว ต้องเสียเงินอะไรอีกบ้าง?”

หลายคนเข้าใจว่าการคืนรถหมายถึงการส่งรถคืนแล้วจบเรื่องทันที ขณะที่บางคนเข้าใจว่าต้องจ่ายค่างวดที่เหลือทั้งหมด ความจริงแล้ว ค่าใช้จ่ายและความรับผิดหลังคืนรถต้องพิจารณาตามสัญญา ข้อเท็จจริง และกฎหมายที่ใช้บังคับในแต่ละกรณี

จึงไม่สามารถตอบได้ว่าผู้เช่าซื้อทุกคนต้องเสียค่าใช้จ่ายเหมือนกันทั้งหมด

1. ค่างวดที่ค้างชำระก่อนคืนรถ

หากก่อนคืนรถผู้เช่าซื้อมีการค้างชำระค่างวด อาจมีประเด็นเกี่ยวกับค่างวดที่ค้างอยู่ก่อนการสิ้นสุดของสัญญา

จึงควรตรวจสอบว่า

  • ค้างชำระกี่งวด

  • ค้างงวดใดบ้าง

  • มีการชำระบางส่วนหรือไม่

  • ไฟแนนซ์คำนวณยอดค้างอย่างไร

อย่าดูเพียงยอดที่เจ้าหน้าที่แจ้งทางโทรศัพท์ ควรขอรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษร

2. ค่าขาดราคา หรือค่าส่วนต่าง

นี่เป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้เช่าซื้อพบได้บ่อยหลังคืนรถ

เมื่อรถถูกนำไปจำหน่ายแล้ว หากเกิดจำนวนเงินที่ไฟแนนซ์อ้างว่ายังขาดอยู่หลังจากนำเงินที่ได้จากการขายมาคำนวณหักกับภาระที่เกี่ยวข้อง อาจมีการเรียกร้อง ค่าขาดราคา หรือค่าส่วนต่าง ตามสิทธิและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

แต่ผู้เช่าซื้อไม่ควรคิดว่า

“ไฟแนนซ์เรียกเท่าไร = ต้องจ่ายเท่านั้น”

ควรตรวจสอบก่อนว่าไฟแนนซ์นำตัวเลขใดมาคำนวณ และมีเอกสารประกอบอย่างไร

3. ค่าใช้จ่ายในการติดตามหรือจัดการรถ

ในบางกรณีอาจมีการเรียกค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจัดการรถ แต่ผู้เช่าซื้อควรตรวจสอบว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวมีฐานตามสัญญาหรือกฎหมายหรือไม่ และเป็นจำนวนที่เรียกได้เพียงใด

ไม่ควรยอมรับค่าใช้จ่ายทุกประเภทโดยอัตโนมัติเพียงเพราะถูกระบุไว้ในใบแจ้งหนี้

ควรขอรายละเอียด เช่น

  • ค่าใช้จ่ายรายการใด

  • เกิดขึ้นเมื่อใด

  • เกิดจากเหตุใด

  • มีหลักฐานค่าใช้จ่ายหรือไม่

  • อาศัยข้อสัญญาหรือหลักกฎหมายใดในการเรียกเก็บ

4. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสภาพรถ

หากมีความเสียหายของรถที่อยู่นอกเหนือจากการเสื่อมสภาพตามปกติ อาจเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าเสียหายได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง สภาพรถ และเงื่อนไขในสัญญาประกอบกัน

ดังนั้น วันที่คืนรถควร

  • ถ่ายภาพรถรอบคัน

  • ถ่ายภาพภายในรถ

  • ถ่ายเลขไมล์

  • ถ่ายอุปกรณ์และกุญแจ

  • เก็บเอกสารตรวจสภาพรถ

  • ขอเอกสารรับมอบรถ

หลักฐานเหล่านี้ช่วยป้องกันข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสภาพรถในภายหลัง

5. ค่าใช้จ่ายที่ผู้เช่าซื้อไม่ควรรีบยอมรับ

หากไฟแนนซ์แจ้งยอดเงินหลายรายการ ผู้เช่าซื้อควรแยกให้ชัดว่าแต่ละรายการคืออะไร

ตัวอย่างเช่น

ค่างวดค้างชำระ ≠ ค่าขาดราคา ≠ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ≠ ค่าเสียหาย

แต่ละรายการต้องมีที่มาและหลักในการพิจารณาแตกต่างกัน

หากไม่เข้าใจว่ารายการใดเกิดขึ้นจากอะไร ควรขอรายละเอียดการคำนวณก่อนชำระเงิน

6. คืนรถแล้ว ไฟแนนซ์เรียกเงินก้อนใหญ่ ควรทำอย่างไร?

หากหลังจากคืนรถแล้วได้รับใบแจ้งหนี้หรือหนังสือทวงถามจำนวนมาก อย่าเพิ่งตกใจ และไม่ควรรีบเซ็นเอกสารรับสภาพหนี้โดยไม่อ่านรายละเอียด

ควรรวบรวมเอกสาร ได้แก่

  1. สัญญาเช่าซื้อ

  2. ตารางค่างวด

  3. หลักฐานการชำระเงิน

  4. หนังสือทวงถาม

  5. หนังสือบอกเลิกสัญญา

  6. เอกสารการคืนรถ

  7. เอกสารตรวจสภาพรถ

  8. เอกสารเกี่ยวกับการจำหน่ายรถ

  9. ราคาที่ไฟแนนซ์ขายรถได้

  10. รายละเอียดการคำนวณยอดที่เรียกเก็บ

จากนั้นตรวจสอบยอดทั้งหมดว่ามีที่มาอย่างไร

7. คืนรถแล้วต้องจ่ายเงินก้อนเดียวหรือผ่อนได้?

หากไฟแนนซ์เรียกเงินหลังคืนรถ การจะสามารถผ่อนชำระหรือทำข้อตกลงชำระหนี้เป็นงวดได้หรือไม่ ต้องสอบถามและเจรจากับไฟแนนซ์ตามเงื่อนไขของแต่ละกรณี

หากมีการทำข้อตกลงใหม่ ควรอ่านรายละเอียดให้ครบถ้วนก่อนลงชื่อ โดยเฉพาะข้อความเกี่ยวกับ

  • จำนวนหนี้

  • จำนวนงวด

  • ดอกเบี้ย

  • เบี้ยปรับ

  • การผิดนัดตามข้อตกลงใหม่

  • ผลของการชำระไม่ตรงตามกำหนด

8. ถ้าไม่เห็นด้วยกับยอดที่ไฟแนนซ์เรียก

ผู้เช่าซื้อสามารถขอเอกสารและรายละเอียดการคำนวณเพื่อตรวจสอบก่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร

โดยเฉพาะหากยอดที่เรียกสูงกว่าที่คาดไว้มาก ควรตรวจสอบตั้งแต่ต้นว่า

สัญญาเป็นอย่างไร → ผิดนัดเมื่อใด → สัญญาสิ้นสุดอย่างไร → คืนรถเมื่อใด → รถถูกนำไปขายอย่างไร → ขายได้เท่าใด → คำนวณยอดคงเหลืออย่างไร

เพราะรายละเอียดแต่ละขั้นตอนอาจเกี่ยวข้องกับจำนวนเงินที่ถูกเรียกร้อง

สิ่งสำคัญที่สุดคือ เก็บเอกสารการคืนรถและหลักฐานทุกอย่างไว้ และหากได้รับหนังสือทวงถามค่าขาดราคา หรือหมายศาลจากไฟแนนซ์ ควรนำเอกสารทั้งหมดมาตรวจสอบก่อนตัดสินใจชำระหรือทำข้อตกลงใด ๆ


บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา