ค่าขาดราคาหลังคืนรถ คำนวณจากอะไร?
เมื่อผู้เช่าซื้อรถยนต์ไม่สามารถผ่อนค่างวดต่อได้และนำรถคืนให้ไฟแนนซ์ สิ่งที่มักตามมาคือหนังสือแจ้งให้ชำระ “ค่าขาดราคา” หรือ “ค่าส่วนต่าง”
คำถามที่ผู้เช่าซื้อมักสงสัยคือ
“ไฟแนนซ์เอาตัวเลขอะไรมาเป็นค่าขาดราคา?”
การคำนวณไม่ควรดูเพียงว่า “ยอดหนี้เหลือเท่าไร แล้วหักราคาขายรถ” เท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบรายละเอียดของสัญญา เหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญา การขายรถ และรายการเงินต่าง ๆ ที่นำมาคำนวณด้วย
ค่าขาดราคาคืออะไร?
โดยทั่วไป ค่าขาดราคาเป็นจำนวนเงินส่วนที่ไฟแนนซ์อ้างว่ายังคงขาดอยู่ภายหลังจากนำรถกลับคืนและนำรถไปจำหน่าย แล้วนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายมาคำนวณกับภาระที่เกี่ยวข้องตามสัญญาและกฎหมาย
ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น
ยอดที่นำมาพิจารณาตามสิทธิของไฟแนนซ์ 500,000 บาท
หัก
เงินที่ได้รับจากการขายรถ 350,000 บาท
จึงเกิดจำนวนเงินส่วนต่าง 150,000 บาท
แต่ตัวอย่างนี้เป็นเพียงการอธิบายแนวคิดเบื้องต้น ไม่ใช่สูตรตายตัวสำหรับทุกคดี
เพราะก่อนจะสรุปว่าผู้เช่าซื้อต้องชำระ 150,000 บาท ต้องตรวจสอบก่อนว่าเงิน 500,000 บาทนั้นประกอบด้วยอะไร และไฟแนนซ์มีสิทธิเรียกเงินแต่ละรายการหรือไม่
ไฟแนนซ์นำอะไรมาใช้คำนวณ?
โดยทั่วไปควรตรวจสอบองค์ประกอบของยอดเรียกร้องอย่างน้อย 4 ส่วน
1. ยอดหนี้หรือภาระตามสัญญา
ต้องตรวจสอบว่ายอดที่ไฟแนนซ์นำมาใช้คำนวณประกอบด้วยอะไร เช่น ค่างวดที่ค้างชำระ หรือจำนวนเงินอื่นตามสิทธิและเงื่อนไขของสัญญา
ไม่ควรดูเพียงตัวเลข “ยอดปิดบัญชี” โดยไม่ดูรายละเอียดว่าเกิดจากรายการใด
2. เงินที่ได้จากการขายรถ
เมื่อไฟแนนซ์นำรถไปจำหน่าย ต้องตรวจสอบว่า
รถขายได้ราคาเท่าใด
ขายเมื่อใด
ขายด้วยวิธีใด
มีเอกสารยืนยันราคาขายหรือไม่
เงินจากการขายถูกนำไปหักกับรายการใดบ้าง
ราคาขายรถจึงเป็นข้อมูลสำคัญในการตรวจสอบยอดส่วนต่าง
3. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
หากมีค่าใช้จ่ายอื่นถูกนำมารวมในยอดเรียกร้อง ต้องตรวจสอบเป็นรายการ ๆ ว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ มีหลักฐานหรือไม่ และมีฐานตามสัญญาหรือกฎหมายให้เรียกเก็บหรือไม่
ไม่ควรนำค่าใช้จ่ายทุกประเภทมารวมเป็นค่าขาดราคาโดยไม่แยกรายการ
4. เงื่อนไขในสัญญาและกฎหมายที่ใช้บังคับ
สัญญาเช่าซื้อแต่ละฉบับอาจมีรายละเอียดแตกต่างกัน และกฎหมายหรือประกาศที่ใช้บังคับกับสัญญาในช่วงเวลาที่ทำสัญญาและข้อเท็จจริงของคดีอาจมีผลต่อการคำนวณและความรับผิด
ดังนั้น การตรวจสอบ วันที่ทำสัญญา ประเภทคู่สัญญา และเงื่อนไขของสัญญา จึงมีความสำคัญ
ตัวอย่างการคำนวณแบบเข้าใจง่าย
สมมติว่าไฟแนนซ์แจ้งว่า
ยอดที่อ้างว่าเป็นภาระที่ต้องรับผิด = 600,000 บาท
รถขายได้ = 420,000 บาท
ค่าใช้จ่ายที่ไฟแนนซ์อ้าง = 20,000 บาท
ไฟแนนซ์อาจนำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวณเป็นยอดเรียกร้อง
แต่ผู้เช่าซื้อ ไม่ควรนำ 600,000 - 420,000 + 20,000 แล้วสรุปทันทีว่าต้องจ่าย 200,000 บาท
เพราะต้องตรวจสอบก่อนว่า
600,000 บาทคือยอดอะไร?
420,000 บาทเป็นราคาขายที่ถูกต้องและมีหลักฐานหรือไม่?
20,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายอะไร และมีสิทธิเรียกหรือไม่?
หากรายการใดไม่สามารถนำมารวมในการคำนวณได้ จำนวนเงินที่ถูกเรียกร้องก็อาจแตกต่างออกไป
รถขายทอดตลาดได้ราคาต่ำ ต้องจ่ายส่วนต่างทันทีหรือไม่?
ไม่ควรสรุปเพียงจากราคาขายรถที่ต่ำกว่ายอดหนี้ว่า ผู้เช่าซื้อต้องจ่ายส่วนต่างตามตัวเลขดังกล่าวทันที
ต้องตรวจสอบกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การสิ้นสุดสัญญา การนำรถกลับคืน การจำหน่ายรถ ตลอดจนรายละเอียดการคำนวณยอดที่เรียกร้อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรขอเอกสารที่แสดงว่า รถขายได้เท่าใด และไฟแนนซ์นำเงินจากการขายไปคำนวณอย่างไร
ถ้าไฟแนนซ์ไม่แสดงรายละเอียดการคำนวณ
ผู้เช่าซื้อสามารถขอรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น
“ขอรายละเอียดการคำนวณยอดค่าขาดราคา พร้อมเอกสารประกอบการจำหน่ายรถและรายการหักชำระต่าง ๆ”
เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินที่ถูกเรียกประกอบด้วยรายการใดบ้าง
การมีเอกสารจะช่วยให้สามารถนำยอดดังกล่าวไปตรวจสอบกับสัญญาและหลักฐานการชำระเงินได้ง่ายขึ้น
จุดที่ผู้เช่าซื้อควรระวัง
อย่าเซ็นรับสภาพหนี้ทันที
หากได้รับเอกสารระบุยอดค่าขาดราคา ควรอ่านให้ละเอียดก่อนลงชื่อ โดยเฉพาะเอกสารที่มีข้อความเกี่ยวกับการ ยอมรับยอดหนี้หรือรับผิดชอบหนี้
อย่าดูเฉพาะยอดสุดท้าย
ควรขอ “รายการคำนวณ” ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขยอดรวม
อย่าทิ้งเอกสารการคืนรถ
เอกสารการคืนรถและหลักฐานการส่งมอบรถมีความสำคัญต่อการตรวจสอบลำดับเหตุการณ์
หากได้รับหมายศาล ต้องรีบตรวจสอบ
หากไฟแนนซ์ฟ้องเรียกค่าขาดราคา ผู้เช่าซื้อควรตรวจสอบคำฟ้องและเอกสารประกอบโดยเร็ว และดำเนินการภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย
เอกสารที่ควรนำมาตรวจสอบ
หากต้องการตรวจสอบว่าค่าขาดราคาที่ไฟแนนซ์เรียกถูกต้องหรือไม่ ควรเตรียมเอกสารอย่างน้อยดังนี้
สัญญาเช่าซื้อ
ตารางค่างวด
หลักฐานการชำระเงิน
หนังสือทวงถาม
หนังสือบอกเลิกสัญญา
เอกสารการคืนหรือรับรถ
เอกสารการขายหรือจำหน่ายรถ
ราคาที่ขายรถได้
รายละเอียดการคำนวณค่าขาดราคา
หนังสือเรียกชำระเงิน หรือหมายศาล หากมี
เมื่อมีเอกสารครบ จะสามารถตรวจสอบยอดที่ไฟแนนซ์เรียกร้องได้เป็นขั้นตอนมากขึ้น
**หากได้รับหมายศาล ควรนำ สัญญาเช่าซื้อ เอกสารการคืนรถ หนังสือบอกเลิกสัญญา เอกสารการขายรถ และรายละเอียดการคำนวณยอดหนี้ มาตรวจสอบโดยเร็ว เพื่อพิจารณาสิทธิและแนวทางดำเนินคดีตามข้อเท็จจริง
บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา
