รถขายทอดตลาดได้ราคาต่ำกว่าหนี้ ผู้เช่าซื้อต้องจ่ายส่วนต่างหรือไม่?

เมื่อผู้เช่าซื้อรถยนต์มีปัญหาในการชำระค่างวด และมีการคืนรถหรือรถถูกนำกลับไปอยู่ในความครอบครองของไฟแนนซ์ หลายคนมักเข้าใจว่าเมื่อไฟแนนซ์นำรถไปขายแล้ว เรื่องหนี้ก็จะจบลงทันที

แต่ในความเป็นจริง หาก ราคาที่ขายรถได้ต่ำกว่ายอดที่มีการเรียกร้องตามสัญญา อาจเกิดยอดที่ไฟแนนซ์เรียกว่า “ค่าขาดราคา” หรือ “ค่าส่วนต่าง” ได้

อย่างไรก็ตาม การที่รถขายได้ราคาต่ำกว่ายอดหนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้เช่าซื้อจะต้องจ่ายส่วนต่างตามตัวเลขที่ไฟแนนซ์เรียกทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาที่มาของยอดหนี้ เงื่อนไขสัญญา การเลิกสัญญา การนำรถไปจำหน่าย และรายละเอียดการคำนวณประกอบกัน

1. ค่าขาดราคาคืออะไร?

โดยทั่วไป ค่าขาดราคาหรือค่าส่วนต่าง หมายถึง จำนวนเงินที่ไฟแนนซ์อ้างว่ายังคงเหลือภายหลังจากนำรถที่ได้คืนหรือได้กลับมาอยู่ในความครอบครองไปขายหรือจำหน่าย แล้วนำเงินที่ได้มาหักกับจำนวนเงินที่เกี่ยวข้องตามสัญญาและสิทธิเรียกร้อง

ตัวอย่างเช่น

  • จำนวนเงินที่ไฟแนนซ์นำมาเป็นฐานเรียกร้อง 500,000 บาท

  • ขายรถได้ 350,000 บาท

  • ไฟแนนซ์อาจคำนวณส่วนต่างเบื้องต้นเป็น 150,000 บาท

ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายหลักการเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าทุกคดีจะสามารถนำยอดหนี้ลบด้วยราคาขายรถแล้วเรียกส่วนต่างได้ทันที

2. รถขายได้ต่ำกว่ายอดหนี้ ต้องจ่ายส่วนต่างทุกกรณีหรือไม่?

ไม่สามารถตอบได้ว่า “ต้องจ่ายทุกกรณี”

การพิจารณาว่าผู้เช่าซื้อต้องรับผิดจำนวนเท่าใด ต้องตรวจสอบรายละเอียดของสัญญาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น

  • ผู้เช่าซื้อผิดนัดอย่างไร

  • ไฟแนนซ์ได้บอกเลิกสัญญาหรือไม่

  • มีการคืนรถโดยสมัครใจหรือมีการนำรถกลับคืนด้วยวิธีอื่น

  • ไฟแนนซ์รับรถคืนเมื่อใด

  • รถถูกขายหรือจำหน่ายเมื่อใด

  • ขายด้วยวิธีใด

  • ราคาที่ขายได้เป็นเท่าใด

  • มีเอกสารยืนยันราคาขายหรือไม่

  • ไฟแนนซ์นำเงินจากการขายรถไปหักกับรายการใดบ้าง

  • ยอดที่นำมาเรียกเป็นส่วนต่างมีรายการใดรวมอยู่ด้วย

ดังนั้น ผู้เช่าซื้อไม่ควรดูเพียงตัวเลข “ยอดหนี้ - ราคาขายรถ” แล้วสรุปทันทีว่าตนต้องชำระตามจำนวนดังกล่าว

3. ต้องตรวจสอบว่า “ยอดหนี้” ที่ไฟแนนซ์นำมาคำนวณประกอบด้วยอะไร

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เฉพาะที่ราคาขายรถ แต่อยู่ที่ ยอดที่ไฟแนนซ์นำมาเป็นฐานในการคำนวณด้วย

ตัวอย่างเช่น ไฟแนนซ์อาจมีรายการเกี่ยวกับ

  • ค่างวดที่ค้างชำระ

  • ค่าใช้จ่ายตามสัญญา

  • ดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายบางประเภท

  • ค่าใช้จ่ายในการติดตามหรือดำเนินการ

  • ค่าใช้จ่ายอื่นที่อ้างตามสัญญาหรือกฎหมาย

แต่การมีชื่อรายการอยู่ในใบแจ้งหนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกรายการจะสามารถเรียกเก็บจากผู้เช่าซื้อได้โดยอัตโนมัติ

จึงควรขอรายละเอียดการคำนวณเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่าแต่ละรายการมีที่มาอย่างไร

4. ต้องตรวจสอบราคาที่ขายรถได้ด้วย

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ราคาที่ไฟแนนซ์อ้างว่าขายรถได้

ผู้เช่าซื้อควรตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • เอกสารการขายหรือจำหน่ายรถ

  • ราคาที่ขายได้จริง

  • วันที่ขาย

  • รายละเอียดรถที่ขาย

  • เอกสารเกี่ยวกับการนำรถออกจำหน่าย

  • หลักฐานการนำเงินที่ได้จากการขายไปคำนวณหักยอด

เพราะราคาขายรถเป็นส่วนสำคัญของการคำนวณยอดส่วนต่าง

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับราคาขายหรือขั้นตอนการจำหน่ายรถ ควรขอเอกสารมาประกอบการตรวจสอบก่อนยอมรับยอดดังกล่าว

5. ไฟแนนซ์เรียกค่าขาดราคามาเท่าไรก็ต้องจ่ายตามนั้นหรือไม่?

ไม่ควรยอมรับยอดเพียงเพราะเป็นตัวเลขที่ไฟแนนซ์แจ้งมา

หากได้รับหนังสือเรียกค่าขาดราคา ควรตรวจสอบอย่างน้อย 5 เรื่อง ได้แก่

  1. สัญญาเช่าซื้อกำหนดความรับผิดไว้อย่างไร

  2. เหตุแห่งการเลิกสัญญาหรือการคืนรถเกิดขึ้นอย่างไร

  3. ไฟแนนซ์คำนวณยอดหนี้จากรายการใด

  4. รถขายหรือจำหน่ายได้ราคาเท่าใด

  5. เงินที่ได้จากการขายถูกนำไปหักกับยอดใดบ้าง

หากตรวจแล้วพบว่าการคำนวณมีข้อสงสัย ผู้เช่าซื้อสามารถขอรายละเอียดและเอกสารประกอบเพื่อใช้ตรวจสอบสิทธิและหน้าที่ของตนได้

6. หากไฟแนนซ์ฟ้องเรียกค่าขาดราคา ควรทำอย่างไร?

หากได้รับ หมายศาล อย่าปล่อยทิ้งไว้ และไม่ควรคิดว่า “คืนรถไปแล้วจึงไม่มีอะไรต้องทำ”

สิ่งที่ควรทำคือรวบรวมเอกสารทั้งหมด เช่น

  • สัญญาเช่าซื้อ

  • ใบเสร็จหรือหลักฐานการชำระเงิน

  • หนังสือแจ้งผิดนัด

  • หนังสือบอกเลิกสัญญา

  • หลักฐานการคืนรถ

  • เอกสารรับมอบรถ

  • หนังสือเรียกค่าขาดราคา

  • เอกสารเกี่ยวกับการขายรถ

  • รายละเอียดการคำนวณยอดหนี้

จากนั้นตรวจสอบคำฟ้องและรายละเอียดที่ไฟแนนซ์นำมาเรียกร้องว่าตรงกับข้อเท็จจริงและเอกสารหรือไม่

การได้รับหมายศาลไม่ได้หมายความว่าตัวเลขที่โจทก์เรียกร้องจะถูกต้องทั้งหมดโดยอัตโนมัติ จำเลยยังมีสิทธิตรวจสอบและต่อสู้ในประเด็นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายและพยานหลักฐาน

7. ตัวอย่างการคำนวณเพื่อให้เห็นภาพ

สมมติว่า

ไฟแนนซ์แจ้งว่ามียอดที่นำมาคำนวณ 600,000 บาท
รถถูกนำไปขายได้ 400,000 บาท
ไฟแนนซ์จึงแจ้งว่ามีส่วนต่าง 200,000 บาท

ตัวเลข 200,000 บาทนี้ ยังไม่ควรถือเป็นจำนวนเงินที่ต้องชำระโดยอัตโนมัติ

ต้องตรวจสอบต่อว่า

  • ยอด 600,000 บาทประกอบด้วยอะไร

  • จำนวนเงินดังกล่าวเป็นยอดที่มีสิทธิเรียกจริงหรือไม่

  • ราคาขาย 400,000 บาทมีหลักฐานหรือไม่

  • มีค่าใช้จ่ายหรือรายการอื่นที่นำมาคำนวณเพิ่มเติมหรือไม่

  • การคำนวณเป็นไปตามสัญญาและกฎหมายที่ใช้บังคับกับกรณีนั้นหรือไม่

ดังนั้น การตรวจสอบ “ที่มาของตัวเลข” สำคัญไม่แพ้การดูยอดส่วนต่างสุดท้าย

8. ก่อนจ่ายค่าขาดราคา ควรขอเอกสารอะไรจากไฟแนนซ์?

เพื่อป้องกันข้อพิพาทภายหลัง ควรขอเอกสารหรือรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณ เช่น

1. รายละเอียดบัญชีหนี้
เพื่อทราบว่าไฟแนนซ์นำรายการใดมาคำนวณ

2. เอกสารเกี่ยวกับการรับคืนรถ
เพื่อยืนยันวันและเงื่อนไขการคืนรถ

3. เอกสารเกี่ยวกับการขายหรือจำหน่ายรถ
เพื่อทราบว่ารถถูกจำหน่ายเมื่อใดและราคาเท่าใด

4. รายละเอียดการคำนวณค่าขาดราคา
เพื่อให้สามารถตรวจสอบยอดที่เรียกเก็บได้

5. เอกสารตามสัญญาที่เกี่ยวข้อง
เพื่อพิจารณาว่าข้อเรียกร้องนั้นมีฐานตามสัญญาหรือไม่

หากได้รับหนังสือเรียก ค่าขาดราคา หรือได้รับ หมายศาลจากไฟแนนซ์ ไม่ควรรีบยอมรับยอดหรือชำระเงินโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียด ควรเก็บเอกสารทั้งหมดไว้และตรวจสอบสิทธิของตนก่อนดำเนินการ

หมายเหตุ: การรับผิดในแต่ละกรณีอาจแตกต่างกันตามวันทำสัญญา ประเภทสัญญา ข้อกำหนดในสัญญา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการคืนรถหรือการเลิกสัญญา ตลอดจนกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับในขณะนั้น จึงควรพิจารณาเป็นรายกรณี


บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา