ถูกฟ้องค่าขาดราคา มีประเด็นอะไรที่จำเลยควรตรวจสอบ?

เมื่อผู้เช่าซื้อรถยนต์ผิดนัดชำระค่างวดและมีการคืนรถหรือถูกยึดรถ จากนั้นไฟแนนซ์นำรถไปขายทอดตลาด แต่เห็นว่าราคาที่ขายได้ไม่เพียงพอต่อจำนวนเงินที่ยังเรียกร้องได้ ผู้เช่าซื้ออาจได้รับหนังสือทวงถามหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรียก “ค่าขาดราคา”

เมื่อถูกฟ้อง ผู้เช่าซื้อไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “คืนรถไปแล้ว ทำไมยังมีหนี้” แต่ควรตรวจสอบรายละเอียดตั้งแต่สัญญาเช่าซื้อ การผิดนัด การบอกเลิกสัญญา การคืนหรือยึดรถ การขายทอดตลาด ตลอดจนวิธีคำนวณจำนวนเงินที่โจทก์นำมาฟ้อง

1. ตรวจสอบสัญญาเช่าซื้อ

ประเด็นแรกที่ควรตรวจสอบคือ สัญญาเช่าซื้อ เพราะเป็นเอกสารสำคัญที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา

ควรตรวจสอบว่า

  • ทำสัญญากับใคร

  • จำนวนเงินตามสัญญาเท่าใด

  • ค่างวดเดือนละเท่าใด

  • ชำระมาแล้วกี่งวด

  • มีการแก้ไขหรือปรับโครงสร้างหนี้หรือไม่

  • มีเอกสารแนบท้ายสัญญาหรือข้อตกลงเพิ่มเติมหรือไม่

โดยเฉพาะกรณีที่เคยมีการพักชำระหนี้ ปรับลดค่างวด หรือทำข้อตกลงกับไฟแนนซ์ ควรนำเอกสารดังกล่าวมาตรวจสอบประกอบด้วย

2. ตรวจสอบว่าผิดนัดจริงหรือไม่

ควรตรวจสอบประวัติการชำระเงินว่า ผู้เช่าซื้อค้างชำระจริงจำนวนกี่งวด และค้างตั้งแต่เมื่อใด

บางกรณีจำนวนเงินที่โจทก์นำมาฟ้องอาจไม่ตรงกับประวัติการชำระเงินจริง จึงควรเปรียบเทียบ

ยอดตามคำฟ้อง ↔ ใบเสร็จ/หลักฐานการชำระเงิน ↔ Statement ของไฟแนนซ์

หากมีการชำระเงินบางส่วนหลังจากวันที่ไฟแนนซ์จัดทำยอด ก็ต้องนำหลักฐานมาตรวจสอบด้วย

3. ตรวจสอบการบอกเลิกสัญญา

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ไฟแนนซ์บอกเลิกสัญญาเมื่อใด และดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ควรเก็บหนังสือบอกเลิกสัญญา หนังสือทวงถาม หรือหนังสือแจ้งต่าง ๆ ไว้ทั้งหมด

เพราะวันที่และข้อความในเอกสารอาจเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า สัญญาสิ้นสุดเมื่อใด และภาระหนี้ที่นำมาฟ้องเกิดขึ้นจากเหตุใด

4. ตรวจสอบว่าคืนรถโดยสมัครใจหรือรถถูกยึด

ต้องแยกข้อเท็จจริงให้ชัดว่า

  • ผู้เช่าซื้อนำรถไปคืนเอง

  • ไฟแนนซ์เข้ายึดรถ

  • มีการตกลงส่งมอบรถ

  • หรือมีเหตุการณ์อื่นที่ทำให้ไฟแนนซ์ได้รับรถกลับไป

ควรมีเอกสารรับมอบรถหรือหลักฐานการส่งมอบรถไว้ เพราะวันที่ไฟแนนซ์รับรถคืนอาจเป็นข้อมูลสำคัญในการตรวจสอบคดี

5. ตรวจสอบการแจ้งก่อนขายทอดตลาด

หากไฟแนนซ์นำรถไปขายทอดตลาด ควรตรวจสอบว่า มีการแจ้งการขายทอดตลาดตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

ไม่ควรตรวจสอบเพียงว่า “ได้รับจดหมายหรือไม่” แต่ควรดูด้วยว่า

  • มีหนังสือแจ้งหรือไม่

  • ส่งเมื่อใด

  • ส่งไปยังที่อยู่ใด

  • มีหลักฐานการจัดส่งหรือไม่

  • แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการขายอย่างไร

  • มีเอกสารเกี่ยวกับการขายหรือไม่

ประเด็นเหล่านี้อาจมีความสำคัญต่อการตรวจสอบความถูกต้องของยอดค่าขาดราคาที่โจทก์นำมาฟ้อง

6. ตรวจสอบว่ารถขายทอดตลาดได้เท่าใด

ต้องตรวจสอบ ราคาที่ขายรถได้จริง

เพราะราคาขายทอดตลาดเป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาว่าหลังจากขายรถแล้ว เหลือจำนวนเงินที่ไฟแนนซ์อ้างว่าเป็นค่าขาดราคาเท่าใด

จำเลยจึงควรขอหรือค้นหาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการขาย เช่น

  • รายละเอียดการขายทอดตลาด

  • ราคาขาย

  • เอกสารการประมูล

  • ใบรับรองหรือเอกสารการขาย

  • รายการคำนวณยอดหลังขายรถ

7. ตรวจสอบวิธีคำนวณค่าขาดราคา

อย่าดูเพียงตัวเลขสุดท้ายที่ไฟแนนซ์เรียกร้อง แต่ควรตรวจสอบว่า ตัวเลขดังกล่าวมาจากอะไร

ควรขอรายละเอียด เช่น

ยอดหนี้เดิมเท่าใด
ชำระไปแล้วเท่าใด
รถขายได้เท่าใด
หักรายการใดไปแล้วบ้าง
เหลือยอดที่เรียกร้องเท่าใด
มีค่าใช้จ่ายหรือรายการอื่นรวมอยู่หรือไม่

หากไม่สามารถตรวจสอบที่มาของยอดเงินได้ จำเลยควรขอเอกสารประกอบจากโจทก์เพื่อให้สามารถตรวจสอบยอดที่ถูกฟ้องได้อย่างชัดเจน

8. ตรวจสอบว่ามีค่าใช้จ่ายใดรวมอยู่ในยอดฟ้อง

บางคดีไม่ได้มีเฉพาะยอดที่เรียกว่า “ค่าขาดราคา” แต่อาจมีรายการอื่นรวมอยู่ด้วย เช่น ค่าใช้จ่ายในการติดตามรถ ค่าใช้จ่ายในการขาย หรือรายการอื่นตามที่โจทก์อ้าง

จำเลยควรตรวจสอบว่าแต่ละรายการมีที่มาอย่างไร มีเอกสารรองรับหรือไม่ และสามารถเรียกร้องได้ตามกฎหมายและสัญญาหรือไม่

9. ตรวจสอบเอกสารที่โจทก์แนบมากับคำฟ้อง

เมื่อได้รับหมายศาล ควรอ่าน คำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องทั้งหมด

โดยเฉพาะ

  • สัญญาเช่าซื้อ

  • ประวัติการชำระเงิน

  • หนังสือทวงถาม

  • หนังสือบอกเลิกสัญญา

  • เอกสารการรับคืนรถ

  • หนังสือแจ้งขายทอดตลาด

  • เอกสารแสดงราคาขายรถ

  • ตารางคำนวณยอดหนี้

หากข้อเท็จจริงในคำฟ้องไม่ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จำเลยควรเตรียมหลักฐานเพื่อชี้แจงต่อศาล

10. ตรวจสอบอายุความ

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรตรวจสอบคือ อายุความของสิทธิเรียกร้องที่โจทก์นำมาฟ้อง

การพิจารณาอายุความต้องดูประเภทของสิทธิเรียกร้อง ลักษณะของสัญญา วันที่สิทธิเรียกร้องเกิดขึ้น และข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ควรดูเพียงวันที่ได้รับหมายศาลแล้วคำนวณย้อนหลังแบบง่าย ๆ

หากสงสัยเรื่องอายุความ ควรนำเอกสารทั้งหมดให้ทนายความตรวจสอบโดยเฉพาะ

11. ตรวจสอบกำหนดเวลายื่นคำให้การ

เมื่อได้รับหมายศาล สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่าปล่อยให้กำหนดเวลาตามหมายศาลผ่านไป

จำเลยควรตรวจสอบทันทีว่า

  • ศาลใดเป็นผู้พิจารณาคดี

  • คดีหมายเลขอะไร

  • นัดวันใด

  • ต้องยื่นคำให้การภายในกำหนดเมื่อใด

  • มีเอกสารใดต้องเตรียมเพิ่มเติม

แม้จำเลยจะเห็นว่าตนเองไม่ได้เป็นฝ่ายผิดหรือเห็นว่ายอดที่ฟ้องไม่ถูกต้อง ก็ไม่ควรละเลยกระบวนการของศาล

12. หลักฐานที่ควรเตรียมเมื่อถูกฟ้องค่าขาดราคา

เอกสารที่ควรนำมารวบรวม ได้แก่

1. สัญญาเช่าซื้อ
2. ใบเสร็จหรือหลักฐานการชำระเงิน
3. Statement จากไฟแนนซ์
4. หนังสือทวงถาม
5. หนังสือบอกเลิกสัญญา
6. หลักฐานการคืนหรือส่งมอบรถ
7. หนังสือแจ้งขายทอดตลาด
8. เอกสารเกี่ยวกับราคาขายทอดตลาด
9. หนังสือหรือข้อความที่ติดต่อกับไฟแนนซ์
10. หมายศาลและคำฟ้อง

หลักฐานเหล่านี้จะช่วยให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงและยอดเงินที่โจทก์เรียกร้องได้เป็นระบบมากขึ้น

**หากได้รับหมายศาล ควรรีบตรวจสอบเอกสารและกำหนดเวลาตามหมายศาล และนำเอกสารทั้งหมดให้ทนายความพิจารณา เพื่อวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและประเด็นทางกฎหมายของแต่ละคดีอย่างเหมาะสม

บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา