ได้รับหมายศาลจากไฟแนนซ์ ไม่ไปศาลได้หรือไม่? จะเกิดอะไรขึ้น?

เมื่อได้รับ หมายศาลจากไฟแนนซ์ สิ่งที่ไม่ควรทำคือปล่อยหมายศาลทิ้งไว้ เพราะการไม่ไปศาลหรือไม่ดำเนินการตามกำหนดเวลาที่ศาลแจ้ง อาจทำให้จำเลยเสียโอกาสในการต่อสู้คดีและชี้แจงข้อเท็จจริงของตนเอง

หลายคนเข้าใจว่า หากไม่ได้ไปศาลก็เพียงแค่ไม่ต้องเจรจากับไฟแนนซ์ แต่ในความเป็นจริง คดีอาจดำเนินต่อไปตามขั้นตอนของศาล และอาจมีผลต่อสิทธิของจำเลย

1. ได้รับหมายศาลแล้ว ไม่ไปศาลได้หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่ควรเพิกเฉยต่อหมายศาล

การได้รับหมายศาลหมายความว่า มีคดีเข้าสู่กระบวนการศาลและจำเลยได้รับแจ้งให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในหมายหรือเอกสารของศาล

สิ่งที่ต้องตรวจสอบทันที ได้แก่

  • ศาลใดเป็นผู้รับฟ้อง

  • หมายเลขคดีอะไร

  • ใครเป็นโจทก์

  • ถูกฟ้องเรื่องอะไร

  • เรียกเงินจำนวนเท่าใด

  • ศาลนัดวันใด

  • ต้องยื่นคำให้การหรือดำเนินการภายในกำหนดเวลาใด

อย่าดูเฉพาะยอดเงินที่ไฟแนนซ์เรียก แต่ต้องอ่านคำฟ้องและรายละเอียดของคดีด้วย

2. หากไม่ไปศาล อาจเสียโอกาสในการต่อสู้คดี

หากจำเลยไม่ดำเนินการตามกำหนด อาจเกิดปัญหาเรื่อง การขาดนัด หรือการเสียสิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาบางประการ ทั้งนี้ ผลทางกฎหมายขึ้นอยู่กับประเภทของคดี ขั้นตอนที่เกิดขึ้น และพฤติการณ์ของจำเลย

ที่สำคัญคือ หากจำเลยไม่เข้ามาต่อสู้คดี ก็อาจไม่มีโอกาสนำเอกสารหรือพยานหลักฐานบางอย่างเข้าสู่กระบวนการเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง เช่น

  • มีการชำระค่างวดไปแล้ว

  • จำนวนหนี้ที่ฟ้องไม่ถูกต้อง

  • มีการคืนรถแล้ว

  • ไม่เห็นด้วยกับยอดค่าขาดราคา

  • มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญา

  • มีประเด็นเรื่องอายุความ

  • ไฟแนนซ์คำนวณยอดเงินไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

3. ไม่ไปศาล ไม่ได้หมายความว่าไฟแนนซ์จะชนะทุกกรณี

การที่จำเลยไม่ไปศาลไม่ได้หมายความว่า ไฟแนนซ์จะชนะคดีโดยอัตโนมัติในทุกกรณี

ศาลยังต้องพิจารณาตามกฎหมายและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดี อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยไม่เข้ามาดำเนินการตามขั้นตอน อาจทำให้เสียโอกาสในการนำเสนอข้อเท็จจริงและหลักฐานที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตน

ดังนั้น จึงไม่ควรใช้วิธี “ไม่ไปศาลแล้วปล่อยให้ศาลตัดสิน” เป็นแนวทางในการจัดการคดี

4. ถ้าไม่สามารถไปศาลตามวันนัดได้ ต้องทำอย่างไร?

หากมีเหตุจำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถไปศาลตามวันนัดได้ ไม่ควรหายไปเฉย ๆ

ควรตรวจสอบว่าตามขั้นตอนของคดีสามารถยื่นคำร้องหรือดำเนินการอย่างอื่นแทนได้หรือไม่ และควรติดต่อศาลหรือปรึกษาทนายความโดยเร็ว เพื่อดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอน

การมีเหตุจำเป็นไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุญาตโดยอัตโนมัติ ดังนั้นควรดำเนินการล่วงหน้าเท่าที่สามารถทำได้

5. ได้รับหมายศาลจากไฟแนนซ์ ควรตรวจสอบอะไรบ้าง?

ก่อนถึงวันนัด ควรนำเอกสารทั้งหมดมาเรียงลำดับเหตุการณ์ เช่น

ทำสัญญา → ชำระค่างวด → ผิดนัด → ทวงถาม → บอกเลิกสัญญา → คืนหรือถูกยึดรถ → ขายรถ → คำนวณยอดหนี้ → ฟ้องคดี

จากนั้นตรวจสอบว่าแต่ละขั้นตอนมีเอกสารหลักฐานอะไรประกอบบ้าง

โดยเฉพาะเอกสารสำคัญ ได้แก่

  • สัญญาเช่าซื้อ

  • ตารางค่างวด

  • ใบเสร็จหรือหลักฐานการชำระเงิน

  • หนังสือทวงถาม

  • หนังสือบอกเลิกสัญญา

  • หลักฐานการคืนหรือยึดรถ

  • เอกสารการขายรถ

  • เอกสารคำนวณค่าขาดราคา

  • หมายศาล

  • สำเนาคำฟ้อง

6. หากเห็นว่ายอดหนี้ไม่ถูกต้อง ต้องทำอย่างไร?

หากไฟแนนซ์ฟ้องเรียกเงินสูงกว่าจำนวนที่จำเลยเห็นว่าถูกต้อง ไม่ควรเพียงปฏิเสธด้วยวาจา แต่ควรตรวจสอบตัวเลขกับเอกสาร

ตัวอย่างเช่น

ยอดที่ไฟแนนซ์เรียก
หัก เงินที่เคยชำระ
หัก ราคาที่ขายรถได้หรือเงินที่ได้รับจากรถ
บวก รายการค่าใช้จ่ายที่มีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายและสัญญา
= ยอดที่ไฟแนนซ์นำมาฟ้อง

รายละเอียดจริงอาจแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงและประเภทของสิทธิเรียกร้อง จึงควรตรวจสอบเป็นรายคดี

7. หากไม่ไปศาลจนมีคำพิพากษาแล้ว ยังทำอะไรได้หรือไม่?

เมื่อคดีมีคำพิพากษาแล้ว การแก้ไขสถานการณ์จะขึ้นอยู่กับว่า จำเลยขาดนัดในขั้นตอนใด คดีอยู่ในขั้นตอนใด และมีเหตุหรือเงื่อนไขตามกฎหมายที่จะขอให้ศาลดำเนินการอย่างไรต่อไปหรือไม่

จึงไม่ควรรอจนมีคำพิพากษาหรือเข้าสู่ชั้นบังคับคดีแล้วจึงค่อยหาทางแก้ไข

หากได้รับหมายศาลตั้งแต่แรก การตรวจสอบคดีและดำเนินการตามกำหนดเวลาย่อมช่วยให้จำเลยมีโอกาสใช้สิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่มากกว่า

หมายศาลไม่ใช่เอกสารที่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะทุกวันที่ผ่านไปอาจเกี่ยวข้องกับกำหนดเวลาสำคัญของคดี

บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ ศรีราชา