คนค้ำประกันจ่ายหนี้แทนผู้เช่าซื้อ แล้วมีสิทธิเรียกเงินคืนหรือไม่?
หลายคนเข้าใจว่า เมื่อไปค้ำประกันให้เพื่อน ญาติ หรือคนรู้จักซื้อรถแบบเช่าซื้อ แล้ววันหนึ่งผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่างวดจนบริษัทไฟแนนซ์เรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิด ผู้ค้ำประกันอาจต้องนำเงินของตนเองไปชำระหนี้แทน
คำถามสำคัญคือ เมื่อผู้ค้ำประกันจ่ายเงินแทนไปแล้ว จะเรียกเงินคืนจากผู้เช่าซื้อได้หรือไม่?
โดยหลักกฎหมาย ผู้ค้ำประกันที่ได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้แล้ว มีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 ซึ่งกำหนดสิทธิในการเรียกต้นเงิน ดอกเบี้ย และความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการค้ำประกัน รวมถึงการเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย
ผู้ค้ำประกันจ่ายหนี้แทนแล้ว เรียกเงินคืนได้หรือไม่?
โดยหลัก เรียกได้
เมื่อผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แทนผู้เช่าซื้อแล้ว สิทธิไล่เบี้ยตามมาตรา 693 จึงเกิดขึ้น ผู้ค้ำประกันสามารถเรียกจากลูกหนี้ได้ตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างเช่น
นาย ก. ซื้อรถยนต์โดยทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทไฟแนนซ์ โดยมีนาย ข. เป็นผู้ค้ำประกัน
ต่อมานาย ก. ไม่ชำระค่างวด และนาย ข. ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องชำระเงินให้แก่ไฟแนนซ์จำนวน 150,000 บาท
เมื่อมีการชำระหนี้แทนแล้ว นาย ข. อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินจากนาย ก. ได้ตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาจำนวนเงินที่ชำระจริงและรายละเอียดของหนี้ประกอบกัน
กฎหมายให้อำนาจผู้ค้ำประกันอย่างไร?
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 บัญญัติถึงสิทธิของผู้ค้ำประกันที่ได้ชำระหนี้แล้ว โดยให้มีสิทธิไล่เบี้ยจากลูกหนี้สำหรับต้นเงิน ดอกเบี้ย และความสูญเสียหรือเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะการค้ำประกัน นอกจากนี้ ผู้ค้ำประกันยังเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีเหนือลูกหนี้ด้วย
ดังนั้น การเป็นผู้ค้ำประกันไม่ได้หมายความว่า เมื่อจ่ายเงินแทนแล้วจะต้องรับภาระหนี้นั้นไปตลอดโดยไม่มีสิทธิเรียกคืน
กรณีเป็น “สัญญาเช่าซื้อรถ” มีสิทธิเรียกอะไรได้บ้าง?
ในกรณีผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนผู้เช่าซื้อรถ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า ผู้ค้ำประกันที่ชำระค่าเช่าซื้อแทนผู้เช่าซื้อแล้ว มีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้เช่าซื้อได้ตามมาตรา 693 สำหรับต้นเงิน ดอกเบี้ย และความสูญเสียหรือเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะการค้ำประกัน
อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ค้ำประกันเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสิทธิทุกอย่างเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ต้องพิจารณาว่าผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้อะไรไป จำนวนเท่าใด และสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่เดิมคืออะไร
ต้องจ่ายเงินให้ไฟแนนซ์ก่อนหรือไม่ จึงจะฟ้องเรียกคืนได้?
ประเด็นนี้สำคัญมาก
โดยหลัก สิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันตามมาตรา 693 เกิดขึ้นเมื่อผู้ค้ำประกัน ได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้แล้ว
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า เพียงการเข้าไปผูกพันตนเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ของลูกหนี้เดิม ยังไม่ถือว่าเป็นการชำระหนี้เสร็จสิ้น อันเป็นเหตุให้สิทธิไล่เบี้ยเกิดขึ้นตามมาตรา 693
ดังนั้น หากจะใช้สิทธิเรียกเงินจากผู้เช่าซื้อ ควรมีหลักฐานแสดงว่าได้ชำระเงินให้เจ้าหนี้ไปแล้วจริง เช่น ใบเสร็จรับเงิน หลักฐานการโอนเงิน หนังสือรับรองการชำระหนี้ หรือเอกสารจากบริษัทไฟแนนซ์
ถ้าจ่ายหนี้แทนแล้ว ต้องเก็บหลักฐานอะไร?
ผู้ค้ำประกันควรเก็บหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการชำระหนี้ เช่น
สัญญาค้ำประกัน
สัญญาเช่าซื้อ
หนังสือทวงถามจากไฟแนนซ์
หนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้
ใบเสร็จรับเงิน
หลักฐานการโอนเงิน
หนังสือรับรองหรือเอกสารยืนยันการชำระหนี้
รายละเอียดจำนวนเงินที่ชำระ
ข้อความหรือหลักฐานที่แจ้งให้ผู้เช่าซื้อทราบ
หลักฐานเหล่านี้มีความสำคัญหากภายหลังต้องใช้สิทธิเรียกร้องหรือฟ้องคดี
ถ้าผู้ค้ำประกันจ่ายแทน แต่ไม่ได้บอกผู้เช่าซื้อ จะเสียสิทธิหรือไม่?
ต้องระวังกรณีนี้เป็นพิเศษ
ตาม มาตรา 696 หากผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนโดยไม่ได้บอกลูกหนี้ และลูกหนี้ยังไม่รู้ว่ามีการชำระหนี้แทน แล้วลูกหนี้กลับไปชำระหนี้ซ้ำอีก กฎหมายกำหนดผลเกี่ยวกับสิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันไว้โดยเฉพาะ
ดังนั้น ในทางปฏิบัติ หากผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนแล้ว ควร แจ้งให้ผู้เช่าซื้อทราบและเก็บหลักฐานการแจ้งไว้ เพื่อลดปัญหาข้อพิพาทในภายหลัง
หากผู้เช่าซื้อไม่ยอมคืนเงิน ทำอย่างไร?
หากผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ย แต่ผู้เช่าซื้อไม่ยอมชำระคืน อาจเริ่มจากการทำหนังสือบอกกล่าวให้ชำระเงิน โดยระบุ
จำนวนเงินที่ผู้ค้ำประกันได้ชำระแทน
วันที่ชำระ
เจ้าหนี้ที่ได้รับชำระ
ฐานสิทธิในการเรียกร้อง
จำนวนเงินที่ต้องการให้ชำระ
กำหนดเวลาในการชำระ
ผลทางกฎหมายหากไม่ชำระ
หากยังไม่ชำระ อาจพิจารณาดำเนินคดีเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ย ทั้งนี้ต้องตรวจสอบสัญญา หลักฐานการชำระเงิน และข้อเท็จจริงของแต่ละคดีก่อน
สรุป
คนค้ำประกันที่จ่ายหนี้แทนผู้เช่าซื้อ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเสียเงินไปโดยไม่มีสิทธิเรียกคืน
โดยหลัก หากผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ยจากลูกหนี้ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 รวมถึงสิทธิในการรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ตามที่กฎหมายกำหนด
แต่จำนวนเงินที่สามารถเรียกคืนได้ และสิทธิที่ผู้ค้ำประกันสามารถใช้ได้ จะต้องพิจารณาจาก สัญญาค้ำประกัน สัญญาเช่าซื้อ จำนวนเงินที่ชำระจริง และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
หากเป็นกรณี ค้ำประกันรถยนต์แล้วถูกไฟแนนซ์เรียกให้ชำระหนี้แทน ควรเก็บเอกสารการชำระเงินทั้งหมดไว้ และตรวจสอบสิทธิในการไล่เบี้ยก่อนดำเนินการเรียกร้องจากผู้เช่าซื้อ
ข้อควรรู้
สิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันครอบคลุมเฉพาะ จำนวนเงินที่ได้ชำระแทนจริง รวมถึงสิทธิอื่นที่กฎหมายรับรอง ไม่ใช่การเรียกเกินกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น
การค้ำประกันไม่ได้ทำให้ต้องรับภาระหนี้แทนตลอดไป หากวันหนึ่งจำเป็นต้องชำระหนี้แทนลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันยังคงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินจำนวนนั้นคืนจากลูกหนี้ได้ เพียงแต่ควรเก็บหลักฐานการชำระเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ให้ครบถ้วน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเรียกร้องสิทธิของตนในภายหลัง
บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย คดีเช่าซื้อ คดีผู้ค้ำประกัน หนี้สิน และการเรียกเงินคืนจากลูกหนี้

