ไฟแนนซ์ฟ้องผู้ค้ำประกัน ต้องทำอย่างไร? รวมสิทธิและแนวทางรับมือ
เมื่อผู้เช่าซื้อรถยนต์ผิดนัดชำระค่างวดหรือผิดเงื่อนไขตามสัญญาเช่าซื้อ ไฟแนนซ์อาจดำเนินการตามสิทธิของตนและอาจมีการฟ้องร้องผู้เช่าซื้อ รวมถึงผู้ค้ำประกันตามเงื่อนไขของสัญญาและกฎหมาย
คำถามสำคัญที่ผู้ค้ำประกันมักพบคือ “ไฟแนนซ์ฟ้องผู้ค้ำประกัน ต้องทำอย่างไร?” เพราะเมื่อได้รับหมายศาล ผู้ค้ำประกันจำนวนมากอาจไม่ทราบว่าตนเองต้องรับผิดเป็นจำนวนเท่าใด มีสิทธิต่อสู้คดีหรือไม่ และควรดำเนินการอย่างไรต่อไป
การถูกฟ้องไม่ได้หมายความว่าผู้ค้ำประกันจะต้องยอมรับจำนวนหนี้ตามที่โจทก์เรียกร้องทั้งหมดทันที ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบเอกสาร ข้อเท็จจริง และขอบเขตความรับผิดของตนเองก่อน
1. เมื่อไฟแนนซ์ฟ้องผู้ค้ำประกัน ต้องทำอย่างไรเป็นอันดับแรก?
สิ่งแรกที่ควรทำคือ อย่าปล่อยหมายศาลทิ้งไว้ และควรตรวจสอบเอกสารที่ได้รับอย่างละเอียด โดยเฉพาะคำฟ้องและกำหนดวันนัดของศาล
ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบว่า
ใครเป็นโจทก์และจำเลยในคดี
ฟ้องเรียกเงินจำนวนเท่าใด
เรียกร้องให้คืนรถหรือไม่
มีการเรียกค่าขาดราคาหรือค่าเสียหายหรือไม่
ศาลนัดวันใด
ต้องยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาใด
ไฟแนนซ์นำเอกสารใดมาเป็นหลักฐาน
กำหนดเวลาในการดำเนินคดีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดอาจทำให้ผู้ค้ำประกันเสียโอกาสในการนำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของศาล
2. ตรวจสอบสัญญาค้ำประกันก่อนว่ารับผิดในเรื่องใด
ผู้ค้ำประกันควรนำ สัญญาค้ำประกัน มาตรวจสอบโดยละเอียด เพราะความรับผิดของผู้ค้ำประกันต้องพิจารณาจากข้อกำหนดในสัญญาและบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ควรตรวจสอบ เช่น
วันที่ทำสัญญาค้ำประกัน
ผู้ที่ผู้ค้ำประกันตกลงค้ำประกันให้
หนี้ที่ค้ำประกันคือหนี้ประเภทใด
มีการกำหนดวงเงินหรือขอบเขตความรับผิดหรือไม่
มีเงื่อนไขเกี่ยวกับดอกเบี้ย ค่าใช้จ่าย หรือค่าเสียหายอย่างไร
มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงสัญญาภายหลังหรือไม่
ผู้ค้ำประกันไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “ตัวเองเป็นคนเซ็นค้ำ” แล้วจึงสรุปว่าต้องรับผิดทุกจำนวนที่ไฟแนนซ์เรียกร้อง เพราะต้องพิจารณารายละเอียดของสัญญาและข้อเท็จจริงประกอบกัน
3. ตรวจสอบว่าลูกหนี้ผิดนัดอย่างไร
การฟ้องผู้ค้ำประกันมักเกี่ยวข้องกับการที่ลูกหนี้หรือผู้เช่าซื้อไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ดังนั้นควรตรวจสอบประวัติการชำระเงินและการผิดนัด
ควรตรวจสอบว่า
ค้างชำระกี่งวด
ค้างชำระตั้งแต่เมื่อใด
เคยมีการชำระบางส่วนหรือไม่
ไฟแนนซ์เคยมีหนังสือแจ้งหรือทวงถามหรือไม่
มีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้หรือพักชำระหนี้หรือไม่
มีการตกลงเงื่อนไขใหม่ระหว่างลูกหนี้กับไฟแนนซ์หรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้อาจมีความสำคัญต่อการตรวจสอบว่าจำนวนหนี้และข้อกล่าวอ้างในคำฟ้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่
4. ถ้าเป็นคดีเช่าซื้อรถยนต์ ต้องตรวจสอบเรื่องรถด้วย
กรณีไฟแนนซ์ฟ้องผู้ค้ำประกันจาก สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ นอกจากตรวจสอบค่างวดแล้ว ควรตรวจสอบสถานะของรถด้วย
ตัวอย่างเช่น
รถยังอยู่กับผู้เช่าซื้อหรือไม่
มีการคืนรถให้ไฟแนนซ์แล้วหรือไม่
ไฟแนนซ์เป็นผู้ยึดรถหรือไม่
มีการบอกเลิกสัญญาหรือไม่
รถถูกขายทอดตลาดแล้วหรือยัง
ขายทอดตลาดได้ราคาเท่าใด
ไฟแนนซ์นำเงินจากการขายรถไปหักกับหนี้อย่างไร
ยอดเงินที่นำมาฟ้องคำนวณจากอะไร
รายละเอียดเหล่านี้มีความสำคัญ โดยเฉพาะคดีที่ไฟแนนซ์เรียก ค่าขาดราคา หลังจากรถถูกคืนหรือถูกยึดและนำไปขายทอดตลาด
5. ค่าขาดราคาที่ไฟแนนซ์เรียก ผู้ค้ำประกันต้องจ่ายหรือไม่?
คำว่า “ค่าขาดราคา” มักปรากฏในคดีเช่าซื้อรถยนต์ที่มีการคืนหรือยึดรถแล้วนำไปขายทอดตลาด และยังมียอดที่เจ้าหนี้อ้างว่าเหลืออยู่หลังจากนำราคาขายมาหักกับยอดหนี้ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม เมื่อไฟแนนซ์เรียกค่าขาดราคาจากผู้ค้ำประกัน ไม่ควรพิจารณาเฉพาะตัวเลขที่เจ้าหนี้แจ้ง แต่ควรตรวจสอบที่มาของยอดดังกล่าวด้วย เช่น
ยอดหนี้ที่ไฟแนนซ์อ้าง → เงินที่ชำระแล้ว → สถานะของสัญญา → การคืนหรือยึดรถ → ราคาขายทอดตลาด → เงินที่นำมาหัก → ยอดที่เหลือ → ฐานความรับผิดของผู้ค้ำประกัน
ดังนั้น หากได้รับหนังสือทวงถามหรือหมายศาลเกี่ยวกับค่าขาดราคา ควรตรวจสอบรายละเอียดก่อนตัดสินใจว่าจะชำระหรือดำเนินการต่อสู้คดีอย่างไร
6. ไฟแนนซ์ฟ้องผู้ค้ำประกันพร้อมผู้เช่าซื้อได้หรือไม่?
ในคดีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัด ไฟแนนซ์อาจดำเนินคดีกับผู้ที่มีหน้าที่รับผิดตามสัญญา รวมถึงผู้ค้ำประกัน หากมีฐานความรับผิดตามสัญญาและกฎหมาย
แต่การที่ผู้ค้ำประกันถูกฟ้องเป็นจำเลยไม่ได้หมายความว่าผู้ค้ำประกันต้องรับผิดทุกจำนวนตามที่โจทก์ระบุในคำฟ้องโดยอัตโนมัติ
ศาลจะพิจารณาจากสัญญา เอกสาร พยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงของคดีว่าผู้ค้ำประกันมีหน้าที่รับผิดเพียงใด
7. ผู้ค้ำประกันมีสิทธิต่อสู้คดีหรือไม่?
ผู้ค้ำประกันมีสิทธิยื่นคำให้การและนำข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้ โดยประเด็นที่จะต่อสู้ได้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี
ตัวอย่างประเด็นที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
ความถูกต้องของสัญญาค้ำประกัน
ขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกัน
จำนวนหนี้ที่โจทก์เรียกร้อง
ประวัติการชำระหนี้
การผิดนัดของลูกหนี้
การบอกกล่าวและการดำเนินการของเจ้าหนี้
การเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขสัญญา
การคืนหรือยึดรถ
การขายทอดตลาด
วิธีการคำนวณยอดหนี้และค่าขาดราคา
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคดีจะสามารถยกประเด็นเดียวกันขึ้นต่อสู้ได้ จึงควรพิจารณาจากเอกสารและข้อเท็จจริงเฉพาะคดี
8. ได้รับหมายศาลแล้ว ควรเตรียมเอกสารอะไร?
หากผู้ค้ำประกันถูกไฟแนนซ์ฟ้อง ควรรวบรวมเอกสารให้ครบที่สุดเพื่อใช้ตรวจสอบคดี ได้แก่
หมายศาล
คำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้อง
สัญญาค้ำประกัน
สัญญาเช่าซื้อ
หลักฐานการชำระค่างวด
หนังสือทวงถามจากไฟแนนซ์
หนังสือบอกเลิกสัญญา หากมี
เอกสารเกี่ยวกับการคืนหรือยึดรถ
เอกสารเกี่ยวกับการขายทอดตลาด
หนังสือแจ้งยอดหนี้หรือค่าขาดราคา
หลักฐานการติดต่อหรือเจรจากับไฟแนนซ์
เอกสารเหล่านี้ช่วยให้สามารถตรวจสอบได้ว่าข้อเรียกร้องของไฟแนนซ์ตรงกับข้อเท็จจริงและเอกสารหรือไม่
9. ผู้ค้ำประกันควรเจรจากับไฟแนนซ์หรือสู้คดี?
ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคดี เพราะต้องพิจารณาจากจำนวนหนี้ เอกสาร สถานะของคดี ข้อเท็จจริง และความสามารถในการชำระหนี้ของแต่ละฝ่าย
ในบางกรณีอาจมีการเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาทหรือกำหนดแนวทางชำระหนี้ แต่หากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความรับผิดหรือจำนวนหนี้ ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบสิทธิของตนก่อนตัดสินใจทำข้อตกลงหรือรับสภาพหนี้
หากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล การเจรจาหรือการประนีประนอมยอมความควรพิจารณาควบคู่กับผลทางกฎหมายของข้อตกลงที่จะทำขึ้น
10. หากผู้ค้ำประกันจ่ายหนี้แทน มีสิทธิเรียกเงินคืนจากลูกหนี้หรือไม่?
โดยหลัก ผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้แทนลูกหนี้อาจมีสิทธิบางประการในการเรียกให้ลูกหนี้รับผิดคืน ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าชำระหนี้ในส่วนใด จำนวนเท่าใด และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการชำระหนี้เป็นอย่างไร
ดังนั้น หากผู้ค้ำประกันกำลังจะชำระหนี้แทนลูกหนี้ ควรเก็บหลักฐานการชำระเงิน หนังสือรับรองยอดหนี้ และเอกสารจากเจ้าหนี้ไว้ให้ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการดำเนินการในภายหลัง
11. สิ่งที่ผู้ค้ำประกันไม่ควรทำเมื่อถูกฟ้อง
เมื่อได้รับหมายศาล สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ
ไม่ควรปล่อยหมายศาลไว้โดยไม่ดำเนินการ
ไม่ควรยอมรับยอดหนี้ทันทีโดยไม่ตรวจสอบเอกสาร
ไม่ควรทิ้งเอกสารสัญญาค้ำประกันหรือสัญญาเช่าซื้อ
ไม่ควรคิดว่าการเป็นเพียงผู้ค้ำประกันทำให้ไม่มีสิทธิหรือไม่สามารถต่อสู้คดีได้
และไม่ควรพิจารณาคดีจากคำพูดของเจ้าหน้าที่เร่งรัดหนี้เพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบเอกสารและข้อเท็จจริงของคดีเป็นหลัก
12. สรุป : ไฟแนนซ์ฟ้องผู้ค้ำประกัน ต้องทำอย่างไร?
เมื่อ ไฟแนนซ์ฟ้องผู้ค้ำประกัน สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยหมายศาลทิ้งไว้ และควรตรวจสอบคำฟ้อง สัญญาค้ำประกัน สัญญาเช่าซื้อ ประวัติการชำระเงิน การผิดนัด การคืนหรือยึดรถ ตลอดจนวิธีการคำนวณยอดหนี้และค่าขาดราคา
ผู้ค้ำประกันควรทราบว่าการถูกฟ้องไม่ได้ทำให้ต้องยอมรับข้อเรียกร้องของไฟแนนซ์ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ แต่สิทธิและความรับผิดจะต้องพิจารณาจากสัญญา กฎหมาย และข้อเท็จจริงของแต่ละคดี
หากได้รับหมายศาล ควรนำเอกสารทั้งหมดให้ทนายความตรวจสอบโดยเร็ว เพื่อประเมิน ขอบเขตความรับผิด จำนวนหนี้ ประเด็นข้อต่อสู้ และแนวทางดำเนินคดี ให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง
บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย คดีเช่าซื้อ คดีผู้ค้ำประกัน หนี้สิน และการเรียกเงินคืนจากลูกหนี้
