เจ้าหนี้ขยายเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้ ผู้ค้ำยังต้องรับผิดหรือไม่?

กรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ แต่ต่อมา เจ้าหนี้ยอมขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันอาจมีข้อสงสัยว่า การที่เจ้าหนี้ตกลงให้ลูกหนี้มีเวลาในการชำระหนี้นานขึ้น จะทำให้ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่

ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะการขยายเวลาชำระหนี้อาจมีผลต่อสิทธิและความรับผิดของผู้ค้ำประกันได้ โดยต้องพิจารณาว่าเป็นการขยายเวลาตามลักษณะที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และผู้ค้ำประกันได้ให้ความยินยอมต่อการขยายเวลานั้นหรือไม่

1. การขยายเวลาชำระหนี้คืออะไร?

การขยายเวลาชำระหนี้ คือกรณีที่เจ้าหนี้ตกลงให้ลูกหนี้มีเวลาในการชำระหนี้ออกไปจากกำหนดเดิม เช่น เดิมลูกหนี้ต้องชำระหนี้ภายในวันที่กำหนด แต่เจ้าหนี้ตกลงให้เลื่อนกำหนดชำระออกไป

การขยายเวลาอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น

  • เจ้าหนี้ตกลงเลื่อนกำหนดชำระหนี้

  • เจ้าหนี้ทำข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้

  • เจ้าหนี้พักชำระหนี้ให้ลูกหนี้

  • เจ้าหนี้ตกลงให้ผ่อนชำระหนี้ใหม่

  • เจ้าหนี้ทำสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่

ดังนั้น ก่อนพิจารณาว่าผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดหรือไม่ ต้องตรวจสอบว่าเจ้าหนี้กับลูกหนี้ได้ตกลงกันอย่างไร และข้อตกลงดังกล่าวมีผลเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาหรือเงื่อนไขของหนี้เดิมมากน้อยเพียงใด

2. เจ้าหนี้ขยายเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่?

ประเด็นนี้ไม่สามารถตอบได้จากเพียงข้อเท็จจริงว่า “เจ้าหนี้ให้เวลาเพิ่ม” แต่ต้องพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายและรายละเอียดของสัญญาค้ำประกันประกอบกัน

หลักกฎหมายค้ำประกันมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่เจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ โดยเฉพาะกรณีที่การผ่อนเวลานั้นเกิดขึ้นภายหลังจากมีการทำสัญญาค้ำประกัน

ดังนั้น หากพบว่าเจ้าหนี้ตกลงผ่อนเวลาให้ลูกหนี้โดยไม่มีการตรวจสอบผลทางกฎหมายต่อผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันอาจมีประเด็นที่จะยกขึ้นพิจารณาเกี่ยวกับความรับผิดของตนได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่า “เจ้าหนี้ขยายเวลา = ผู้ค้ำหลุดพ้นทันที” เพราะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและเงื่อนไขของสัญญาเป็นรายกรณี

3. ถ้าผู้ค้ำประกันยินยอมให้ขยายเวลา จะเป็นอย่างไร?

ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือ ผู้ค้ำประกันได้ให้ความยินยอมต่อการขยายเวลาหรือไม่

หากผู้ค้ำประกันรับทราบและยินยอมต่อการขยายเวลาชำระหนี้ หรือมีการทำข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการค้ำประกันใหม่ ผลทางกฎหมายอาจแตกต่างจากกรณีที่เจ้าหนี้กับลูกหนี้ตกลงขยายเวลาโดยที่ผู้ค้ำประกันไม่ได้เกี่ยวข้องหรือไม่ได้ให้ความยินยอม

จึงควรตรวจสอบเอกสาร เช่น

  • หนังสือขยายเวลาชำระหนี้

  • สัญญาปรับโครงสร้างหนี้

  • บันทึกข้อตกลง

  • หนังสือยินยอมของผู้ค้ำประกัน

  • สัญญาค้ำประกันฉบับเดิม

  • เอกสารที่ผู้ค้ำประกันลงลายมือชื่อภายหลัง

เอกสารเหล่านี้อาจเป็นหลักฐานสำคัญในการพิจารณาขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

4. เจ้าหนี้ให้ลูกหนี้ผ่อนชำระใหม่ ผู้ค้ำประกันยังรับผิดหรือไม่?

กรณี ปรับโครงสร้างหนี้หรือเปลี่ยนแปลงวิธีการชำระหนี้ ต้องตรวจสอบรายละเอียดเป็นพิเศษ

ตัวอย่างเช่น ลูกหนี้เดิมมีหน้าที่ชำระหนี้เป็นรายเดือน แต่ต่อมาเจ้าหนี้ตกลงให้ลูกหนี้ชำระเป็นงวดใหม่ หรือขยายระยะเวลาการชำระออกไปอีกหลายปี

สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ การตกลงดังกล่าวเป็นเพียงการผ่อนผันหรือเปลี่ยนแปลงวิธีชำระหนี้ หรือมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของหนี้เดิม รวมถึงมีการขอความยินยอมจากผู้ค้ำประกันหรือไม่

จึงไม่ควรใช้คำว่า “ปรับโครงสร้างหนี้” แล้วสรุปผลทางกฎหมายโดยทันที ต้องดูเอกสารและเงื่อนไขที่ตกลงกันจริง

5. ถ้าไฟแนนซ์พักชำระหนี้ให้ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดหรือไม่?

กรณีไฟแนนซ์ให้ลูกหนี้ พักชำระค่างวดหรือเลื่อนการชำระหนี้ เช่น ให้หยุดชำระเงินเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วกลับมาชำระภายหลัง ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบรายละเอียดของมาตรการดังกล่าว

ควรดูว่า

  • พักชำระหนี้เป็นระยะเวลาเท่าใด

  • ดอกเบี้ยยังคงคิดหรือไม่

  • ยอดหนี้ถูกคำนวณใหม่อย่างไร

  • มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนงวดหรือไม่

  • มีการแก้ไขสัญญาเดิมหรือไม่

  • ผู้ค้ำประกันได้รับแจ้งหรือให้ความยินยอมหรือไม่

  • มีเอกสารเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้ำประกันหรือไม่

โดยเฉพาะกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของหนี้อย่างมีนัยสำคัญ ควรนำเอกสารมาตรวจสอบก่อนว่ามีผลต่อความรับผิดของผู้ค้ำประกันอย่างไร

6. ถ้าผู้ค้ำไม่ได้รู้เรื่องการขยายเวลา จะต่อสู้ได้หรือไม่?

การที่ผู้ค้ำประกัน ไม่ทราบเรื่องการขยายเวลาชำระหนี้ เป็นข้อเท็จจริงที่ควรตรวจสอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ผู้ค้ำหลุดพ้นจากความรับผิดในทุกกรณีโดยอัตโนมัติ

ต้องพิจารณาว่าเจ้าหนี้ได้ดำเนินการอย่างไร ลูกหนี้กับเจ้าหนี้ตกลงกันในลักษณะใด และสัญญาค้ำประกันหรือกฎหมายที่ใช้บังคับกำหนดผลของการผ่อนเวลาไว้อย่างไร

ดังนั้น หากผู้ค้ำประกันพบภายหลังว่าเจ้าหนี้เคยขยายเวลาหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ ควรเก็บเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไว้เพื่อใช้ตรวจสอบสิทธิของตน

7. ถ้าไฟแนนซ์ฟ้องผู้ค้ำประกัน ต้องตรวจสอบเรื่องการขยายเวลาอย่างไร?

หากผู้ค้ำประกันถูกไฟแนนซ์ฟ้อง ควรตรวจสอบย้อนหลังตั้งแต่วันที่ทำสัญญาค้ำประกันจนถึงวันที่ถูกฟ้องว่า ระหว่างนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของหนี้หรือไม่

โดยเฉพาะ

สัญญาเดิม → การผิดนัด → การทวงถาม → การพักชำระหนี้ → การขยายเวลา → การปรับโครงสร้างหนี้ → การแก้ไขสัญญา → การผิดนัดครั้งใหม่ → การบอกเลิกสัญญา → การฟ้องคดี

ลำดับเหตุการณ์เหล่านี้อาจช่วยให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ค้ำประกันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

8. ผู้ค้ำประกันควรเตรียมเอกสารอะไร?

หากสงสัยว่าเจ้าหนี้เคยขยายเวลาหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ ควรรวบรวมเอกสาร เช่น

  • สัญญาค้ำประกัน

  • สัญญากู้หรือสัญญาเช่าซื้อ

  • ตารางการชำระหนี้

  • หนังสือแจ้งการพักชำระหนี้

  • หนังสือขยายเวลาชำระหนี้

  • เอกสารปรับโครงสร้างหนี้

  • หนังสือหรือข้อความที่ผู้ค้ำประกันเคยติดต่อกับเจ้าหนี้

  • หลักฐานการชำระเงิน

  • หนังสือทวงถาม

  • คำฟ้องและหมายศาล

เอกสารเหล่านี้จะช่วยให้ตรวจสอบได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงหนี้อย่างไร และการเปลี่ยนแปลงนั้นมีผลต่อผู้ค้ำประกันหรือไม่

9. สรุป เจ้าหนี้ขยายเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้ ผู้ค้ำยังต้องรับผิดหรือไม่?

กรณี เจ้าหนี้ขยายเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันจะยังต้องรับผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากลักษณะของการขยายเวลา สัญญาค้ำประกัน ความยินยอมของผู้ค้ำประกัน และบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

จึงไม่ควรสรุปเพียงว่าเจ้าหนี้ขยายเวลาแล้วผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อไปเสมอ หรือผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดทันทีเสมอไป

หากเป็นกรณีไฟแนนซ์ สินเชื่อ หรือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ควรตรวจสอบเอกสารตั้งแต่สัญญาเดิม การผิดนัด การพักชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ การขยายเวลา ตลอดจนเอกสารที่ผู้ค้ำประกันได้ลงชื่อหรือให้ความยินยอม

หากผู้ค้ำประกันได้รับหมายศาลหรือถูกเรียกให้ชำระหนี้ ควรนำเอกสารทั้งหมดให้ทนายความตรวจสอบโดยเร็ว เพื่อพิจารณาขอบเขตความรับผิดและประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขยายเวลาชำระหนี้

บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย คดีเช่าซื้อ คดีผู้ค้ำประกัน หนี้สิน และการเรียกเงินคืนจากลูกหนี้