ต้องการยกเลิกการค้ำประกัน ทำได้หรือไม่?

การค้ำประกันเป็นการที่บุคคลหนึ่งเข้าผูกพันกับเจ้าหนี้ว่า หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันอาจต้องรับผิดตามขอบเขตที่กฎหมายและสัญญากำหนด จึงทำให้หลายคนเกิดความกังวลภายหลังว่า “ถ้าไม่อยากค้ำประกันต่อแล้ว สามารถยกเลิกการค้ำประกันได้หรือไม่?”

คำตอบคือ ต้องพิจารณารายละเอียดของสัญญาค้ำประกันและประเภทของหนี้เป็นสำคัญ เพราะการที่ผู้ค้ำประกันไม่ต้องการค้ำต่อ ไม่ได้หมายความว่าสามารถยกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยฝ่ายเดียวในทุกกรณี

1. ผู้ค้ำประกันสามารถขอยกเลิกการค้ำประกันได้หรือไม่?

โดยทั่วไป ผู้ค้ำประกันไม่ควรเข้าใจว่าเพียงการทำหนังสือแจ้งเจ้าหนี้ว่า “ขอยกเลิกการค้ำประกัน” จะทำให้ความรับผิดตามสัญญาที่เกิดขึ้นแล้วสิ้นสุดลงทันที

การจะยกเลิกหรือสิ้นสุดความรับผิด ต้องพิจารณาว่าสัญญาค้ำประกันกำหนดระยะเวลาไว้หรือไม่ เป็นการค้ำประกันหนี้ประเภทใด และมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการบอกเลิกหรือการถอนตัวจากการค้ำประกันอย่างไร

หากเป็นหนี้ที่มีอยู่แล้ว ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบสถานะของหนี้และเงื่อนไขในสัญญาก่อนดำเนินการ

2. ถ้าเพิ่งเซ็นค้ำประกัน แต่เปลี่ยนใจ สามารถยกเลิกได้ไหม?

กรณีผู้ค้ำประกันเพิ่งลงลายมือชื่อในสัญญาแล้วภายหลังเปลี่ยนใจ ไม่สามารถสรุปได้ว่าจะยกเลิกสัญญาได้โดยอัตโนมัติ

สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบว่า สัญญาค้ำประกันมีผลสมบูรณ์แล้วหรือไม่ และมีเหตุทางกฎหมายที่ทำให้สามารถบอกเลิก เพิกถอน หรือให้สัญญาสิ้นผลได้หรือไม่

หากผู้ค้ำประกันต้องการไม่ให้ตนเองมีภาระต่อไป ควรรีบติดต่อเจ้าหนี้และคู่สัญญาเพื่อเจรจาหาทางแก้ไขก่อนที่จะเกิดการผิดนัดและข้อพิพาท

3. ลูกหนี้ยังผ่อนหนี้อยู่ ผู้ค้ำสามารถถอนตัวได้หรือไม่?

กรณีลูกหนี้ยังชำระหนี้ตามปกติ แต่ผู้ค้ำประกันไม่ต้องการค้ำประกันต่อ ต้องตรวจสอบลักษณะของสัญญาค้ำประกันโดยละเอียด

หากสัญญาค้ำประกันเป็นการค้ำประกันหนี้ที่มีระยะเวลาหรือมีเงื่อนไขกำหนดไว้อย่างชัดเจน ผู้ค้ำประกันอาจมีสิทธิตามกฎหมายหรือสัญญาในบางกรณี แต่ไม่ควรถือว่าผู้ค้ำสามารถถอนตัวได้ทุกเมื่อ

แนวทางที่ปลอดภัยคือขอให้เจ้าหนี้ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ผู้ค้ำประกันพ้นจากความรับผิดแล้ว หากมีการตกลงเปลี่ยนผู้ค้ำประกันหรือให้บุคคลอื่นเข้ามาค้ำแทน ก็ควรจัดทำเอกสารให้ชัดเจน

4. ถ้าต้องการเปลี่ยนผู้ค้ำประกัน ทำได้หรือไม่?

ในทางปฏิบัติ หากผู้ค้ำประกันไม่ต้องการค้ำต่อ อาจเจรจากับเจ้าหนี้เพื่อ เปลี่ยนผู้ค้ำประกัน หรือจัดหาหลักประกันรูปแบบอื่นแทน

แต่การเปลี่ยนผู้ค้ำประกันจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการยอมรับของเจ้าหนี้และเงื่อนไขของสัญญา

ผู้ค้ำประกันเดิมจึงไม่ควรถือว่าการหาผู้ค้ำรายใหม่มาแทนเพียงอย่างเดียวทำให้ตนพ้นจากความรับผิด ต้องมีหลักฐานหรือเอกสารจากเจ้าหนี้ยืนยันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

5. ผู้ค้ำประกันสามารถทำหนังสือขอยกเลิกการค้ำประกันได้หรือไม่?

สามารถจัดทำหนังสือแจ้งความประสงค์ไปยังเจ้าหนี้ได้ แต่ การส่งหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้ความรับผิดตามสัญญาสิ้นสุดลง

หนังสือดังกล่าวมีประโยชน์ในฐานะหลักฐานว่า ผู้ค้ำประกันได้แจ้งความประสงค์ต่อเจ้าหนี้แล้ว และอาจใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเจรจาเพื่อขอเปลี่ยนผู้ค้ำหรือแก้ไขสัญญา

หากเจ้าหนี้ตกลง ควรขอเอกสารยืนยันให้ชัดเจนว่า

  • ผู้ค้ำประกันพ้นจากความรับผิดตั้งแต่วันใด

  • พ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนใด

  • มีหนี้เดิมที่ยังคงต้องรับผิดหรือไม่

  • มีการเปลี่ยนผู้ค้ำประกันหรือหลักประกันหรือไม่

6. ถ้าลูกหนี้ผิดนัดแล้ว ยังขอยกเลิกการค้ำประกันได้หรือไม่?

กรณีลูกหนี้เริ่มผิดนัดแล้วต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจมีความรับผิดของผู้ค้ำประกันเกิดขึ้นแล้วตามกฎหมายและสัญญา

การบอกเจ้าหนี้ว่า “ตั้งแต่วันนี้ไม่ค้ำแล้ว” ไม่ได้หมายความว่าความรับผิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นจะหายไป

ดังนั้น หากลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระแล้ว ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบยอดหนี้ สถานะสัญญา และความรับผิดของตนก่อน รวมถึงพิจารณาว่ามีการบอกกล่าวหรือดำเนินการใดจากเจ้าหนี้แล้วหรือไม่

7. กรณีค้ำประกันสินเชื่อหรือไฟแนนซ์ ต้องตรวจสอบอะไร?

สำหรับการค้ำประกันสินเชื่อหรือสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ผู้ค้ำประกันที่ต้องการพ้นจากความรับผิดควรตรวจสอบ

สัญญาค้ำประกัน → สัญญาหลัก → ระยะเวลาการค้ำประกัน → วงเงินที่ค้ำประกัน → การเปลี่ยนแปลงสัญญา → การชำระหนี้ → การผิดนัด → หนังสือแจ้งจากเจ้าหนี้

โดยเฉพาะกรณีไฟแนนซ์ ควรตรวจสอบว่ามีการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ ขยายระยะเวลาชำระหนี้ หรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสัญญาหรือไม่ เพราะรายละเอียดเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

8. ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมให้ยกเลิกการค้ำประกัน ต้องทำอย่างไร?

หากเจ้าหนี้ไม่ยอมปลดผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำควรขอเอกสารและตรวจสอบสัญญาก่อนว่า มีช่องทางตามกฎหมายหรือเงื่อนไขในสัญญาที่ทำให้สามารถสิ้นสุดความรับผิดได้หรือไม่

ไม่ควรหยุดติดต่อหรือเพิกเฉยต่อเจ้าหนี้เพียงเพราะไม่ต้องการค้ำต่อ เพราะหากลูกหนี้ผิดนัดในภายหลัง อาจเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้

หากมีข้อพิพาทแล้ว ควรนำสัญญาและเอกสารทั้งหมดให้ทนายความตรวจสอบว่าความรับผิดของผู้ค้ำประกันมีขอบเขตเพียงใด

9. เอกสารที่ควรเตรียม หากต้องการยกเลิกการค้ำประกัน

ผู้ค้ำประกันควรเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • สำเนาสัญญาค้ำประกัน

  • สำเนาสัญญากู้หรือสัญญาเช่าซื้อ

  • เอกสารการชำระหนี้

  • หนังสือจากเจ้าหนี้

  • หนังสือปรับโครงสร้างหนี้

  • เอกสารการเปลี่ยนแปลงสัญญา

  • หนังสือที่เคยติดต่อกับเจ้าหนี้

  • เอกสารเกี่ยวกับผู้ค้ำประกันรายใหม่ หากมี

เอกสารเหล่านี้จะช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าผู้ค้ำประกันมีสิทธิขอพ้นจากความรับผิดหรือสามารถดำเนินการในแนวทางใดได้บ้าง

สรุป ต้องการยกเลิกการค้ำประกัน ทำได้หรือไม่?

การยกเลิกการค้ำประกันไม่สามารถทำได้โดยผู้ค้ำประกันเพียงฝ่ายเดียวในทุกกรณี ต้องพิจารณาสัญญาค้ำประกัน ประเภทของหนี้ ระยะเวลาการค้ำประกัน เงื่อนไขในสัญญา และสถานะของหนี้

หากผู้ค้ำประกันไม่ต้องการรับผิดในอนาคต แนวทางหนึ่งคือการติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอ ปลดผู้ค้ำประกัน เปลี่ยนผู้ค้ำประกัน หรือเปลี่ยนแปลงหลักประกัน โดยควรจัดทำหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน

ที่สำคัญ หากมีหนี้ค้างชำระหรือเกิดข้อพิพาทแล้ว การแจ้งว่า “ขอยกเลิกการค้ำประกัน” ไม่ได้ทำให้ความรับผิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ

ดังนั้น ก่อนดำเนินการใด ๆ ผู้ค้ำประกันควรนำสัญญาและเอกสารที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ เพื่อประเมินสิทธิและขอบเขตความรับผิดของตนเองตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่ใช้บังคับ

บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น
ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย คดีเช่าซื้อ คดีผู้ค้ำประกัน หนี้สิน และการเรียกเงินคืนจากลูกหนี้