ฟ้องรับรองบุตรพร้อมเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ไหม?

ได้ครับ ในกรณีที่บิดาและมารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส และบิดายังไม่ได้มีสถานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย หากบิดาไม่ยอมรับรองบุตร ผู้มีสิทธิตามกฎหมายสามารถดำเนินคดีเกี่ยวกับสถานะความเป็นบิดา และในกรณีที่มีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดู ก็สามารถขอให้ศาลพิจารณาเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไปด้วยได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและคำขอในคดีให้ถูกต้อง

ประเด็นสำคัญคือ “การรับรองบุตร” กับ “ค่าอุปการะเลี้ยงดู” เป็นคนละเรื่องกัน การรับรองบุตรเป็นการทำให้สถานะความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรมีความชัดเจนตามกฎหมาย ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเรื่องหน้าที่ในการอุปการะบุตร เมื่อมีการเรียกร้องต่อศาล ศาลจะพิจารณาตามหลักเกณฑ์และข้อเท็จจริงของแต่ละครอบครัว

ศาลพิจารณาค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอะไร?

การกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้มีตัวเลขตายตัวว่าบิดาต้องจ่ายเดือนละเท่าใด แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมตามข้อเท็จจริง เช่น

  • อายุและความจำเป็นของเด็ก

  • ค่าอาหาร ค่าเครื่องใช้ และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

  • ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา

  • ค่ารักษาพยาบาลหรือค่าใช้จ่ายที่จำเป็น

  • ความสามารถในการหารายได้ของบิดา

  • ฐานะของบิดาและมารดา

  • ภาระในการอุปการะบุคคลอื่นของผู้มีหน้าที่

  • พฤติการณ์และความจำเป็นของเด็กในแต่ละกรณี

ดังนั้น หากต้องการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ควรเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับ ค่าใช้จ่ายจริงของเด็ก และข้อมูลเกี่ยวกับรายได้หรือฐานะของบิดาเท่าที่สามารถรวบรวมได้ เพื่อประกอบการพิจารณาของศาล

ถ้าพ่อบอกว่าไม่มีเงิน ต้องทำอย่างไร?

การที่บิดาอ้างว่าไม่มีเงิน ไม่ได้หมายความว่าหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรจะหมดไปโดยอัตโนมัติ ศาลจะพิจารณาความสามารถและภาระของผู้มีหน้าที่ รวมถึงความจำเป็นของเด็กประกอบกัน

จึงควรแยกให้ออกระหว่าง “ไม่มีเงินตามที่กล่าวอ้าง” กับ “ไม่มีความสามารถในการอุปการะเลย” เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์และพิจารณาเป็นรายกรณี

ต้องมีหลักฐานอะไรบ้าง?

หากต้องการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ควรรวบรวมหลักฐาน เช่น

  • สูติบัตรของเด็ก

  • ทะเบียนบ้าน

  • หลักฐานค่าใช้จ่ายของเด็ก

  • ใบเสร็จค่าเล่าเรียน

  • ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล

  • หลักฐานค่าใช้จ่ายประจำวัน

  • หลักฐานเกี่ยวกับรายได้ของบิดา หากมี

  • หลักฐานการโอนเงินหรือการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่ผ่านมา

  • หลักฐานการพูดคุยเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร

หลักฐานเหล่านี้ช่วยให้ศาลเห็นภาพว่าเด็กมีค่าใช้จ่ายและความจำเป็นอย่างไร และบิดามีความสามารถในการช่วยเหลือเพียงใด

ถ้าพ่อไม่เคยจ่ายค่าเลี้ยงดูเลย ฟ้องได้ไหม?

หากมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย ก็สามารถดำเนินการขอให้ศาลกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ แต่เรื่อง จะเรียกย้อนหลังได้เพียงใด หรือเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใด ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรเข้าใจว่าการฟ้องครั้งเดียวจะทำให้ได้รับค่าเลี้ยงดูย้อนหลังทุกช่วงเวลาที่ผ่านมาโดยอัตโนมัติ

ฟ้องรับรองบุตรและค่าเลี้ยงดูพร้อมกัน มีข้อดีอย่างไร?

ในกรณีที่มีข้อพิพาททั้งเรื่องสถานะความเป็นบิดาและเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู การวางประเด็นและคำขอให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ศาลสามารถพิจารณาข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกันได้อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ก่อนยื่นฟ้องควรตรวจสอบก่อนว่าเด็กมีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดาแล้วหรือไม่ เพราะหากสถานะดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว ประเด็นที่ต้องดำเนินการอาจไม่ใช่ “ฟ้องรับรองบุตร” อีก แต่เป็นเรื่อง เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือสิทธิอื่นของบุตร โดยตรง

สรุป

หากพ่อและแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และพ่อยังไม่ได้รับรองบุตรตามกฎหมาย หากพ่อไม่ยอมรับรองบุตร ผู้มีสิทธิตามกฎหมายอาจดำเนินคดีเพื่อให้ศาลวินิจฉัยสถานะความเป็นบิดา และสามารถพิจารณาเรื่อง ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ควบคู่กันได้ตามข้อเท็จจริงและคำขอที่กฎหมายเปิดช่อง

สิ่งสำคัญคือควรเตรียมหลักฐานให้ครบทั้ง หลักฐานความเป็นบิดา + หลักฐานค่าใช้จ่ายของเด็ก + ข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถในการอุปการะของบิดา เพื่อให้ศาลมีข้อมูลประกอบการพิจารณาอย่างเหมาะสม

หากกรณีของคุณมีทั้ง พ่อไม่รับรองบุตร ไม่จ่ายค่าเลี้ยงดู และต้องการขออำนาจปกครองบุตร ควรตรวจสอบทั้งสามประเด็นพร้อมกันตั้งแต่ต้น เพราะเป็นสิทธิคนละส่วนและมีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายแตกต่างกัน

บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา)
ให้คำปรึกษาและดำเนินคดีครอบครัว เช่น ฟ้องหย่า ฟ้องชู้ อำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร การรับรองบุตร และข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส โดยทีมทนายความผู้มีประสบการณ์