พ่อเป็นบิดาที่แท้จริง แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับแม่ จะมีสิทธิอะไรบ้าง?

กรณีพ่อเป็นบิดาที่แท้จริงของเด็ก แต่ ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับแม่ ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ความเป็นบิดาทางชีวภาพ” กับ “ความเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย” เพราะการเป็นพ่อแท้ ๆ ไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายทุกอย่างโดยอัตโนมัติ

หากเด็กเกิดจากหญิงที่ไม่ได้สมรสกับชาย เด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดา ส่วนฝ่ายชายจะมีสถานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายได้เมื่อเป็นไปตามวิธีที่กฎหมายกำหนด เช่น บิดามารดาสมรสกันภายหลัง บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร หรือมีคำพิพากษาของศาล

ถ้าพ่อยังไม่ได้รับรองบุตร จะมีสิทธิอะไรบ้าง?

หากฝ่ายชายยังไม่ได้มีสถานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธิในการใช้อำนาจปกครองหรือการตัดสินใจแทนเด็กจะไม่เกิดขึ้นเพียงเพราะเป็นบิดาทางชีวภาพ

ดังนั้น หากพ่ออยากมีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน ควรดำเนินการเรื่อง การรับรองบุตร ให้ถูกต้องก่อน โดยหากสามารถตกลงกับแม่และดำเนินการตามขั้นตอนทางทะเบียนได้ ก็สามารถดำเนินการโดยไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีในทุกกรณี

แต่หากมีข้อพิพาท เช่น พ่อไม่สามารถรับรองบุตรโดยสมัครใจได้ หรือมีการโต้แย้งเรื่องความเป็นบิดา อาจต้องใช้กระบวนการทางศาลเพื่อพิสูจน์และรับรองสถานะความเป็นบิดา

เมื่อเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว มีสิทธิอะไร?

เมื่อสถานะความเป็นบิดาเกิดขึ้นตามกฎหมายแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกจะมีผลทางกฎหมายมากขึ้น เช่น

1. มีสิทธิและหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร

บิดามีหน้าที่ร่วมในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามกฎหมาย ไม่ใช่เพียงสิทธิในการพบหรือดูแลเด็กเท่านั้น

2. มีสิทธิที่เกี่ยวข้องกับบุตรตามกฎหมาย

เมื่อมีสถานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นเกี่ยวกับการดูแลบุตร การใช้อำนาจปกครอง และสิทธิในการติดต่อกับบุตรสามารถพิจารณาได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและข้อเท็จจริงของครอบครัว

3. มีสิทธิในเรื่องมรดกตามกฎหมาย

เมื่อสถานะบิดาและบุตรเกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย เด็กย่อมมีความสัมพันธ์ทางกฎหมายกับบิดา ซึ่งอาจมีผลต่อสิทธิในการรับมรดกของบิดาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายมรดก

4. สามารถดำเนินการเกี่ยวกับอำนาจปกครองได้ตามกฎหมาย

การรับรองบุตรกับอำนาจปกครองเป็นคนละประเด็นกัน ดังนั้น หากพ่อมีสถานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่มีข้อพิพาทกับแม่เรื่องการดูแลลูก ก็ต้องพิจารณาเรื่องอำนาจปกครองแยกต่างหาก

พ่อสามารถเอาลูกมาเลี้ยงเองได้หรือไม่?

ไม่ควรเข้าใจว่าเมื่อพ่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นพ่อแท้ ๆ แล้ว จะสามารถนำเด็กมาอยู่กับตนเองได้ทันที

หากมีข้อพิพาทเรื่องการเลี้ยงดู ต้องพิจารณาว่าใครมีอำนาจปกครอง และหากไม่สามารถตกลงกันได้ อาจต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา โดยคำนึงถึง ประโยชน์และความผาสุกของเด็ก เป็นสำคัญ

ดังนั้น หากพ่อกับแม่แยกกันอยู่และต่างฝ่ายต่างต้องการเลี้ยงดูเด็ก ควรดำเนินการให้สถานะและอำนาจปกครองมีความชัดเจนตามกฎหมาย แทนการนำเด็กไปอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยพลการ

แล้วพ่อมีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูหรือไม่?

มีครับ เมื่อพิจารณาตามสถานะและหน้าที่ตามกฎหมาย บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตร การที่พ่อกับแม่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันไม่ได้หมายความว่าพ่อจะไม่มีหน้าที่รับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็ก

จำนวนเงินและรายละเอียดในการอุปการะเลี้ยงดูต้องพิจารณาตามความจำเป็นของเด็กและความสามารถของผู้มีหน้าที่ รวมถึงข้อเท็จจริงอื่นที่เกี่ยวข้อง

หากพ่ออยากมีสิทธิในตัวลูก ควรทำอย่างไร?

แนวทางที่ควรทำคือ

  1. ตรวจสอบสถานะของเด็ก ว่าปัจจุบันมีการรับรองบุตรแล้วหรือไม่

  2. ดำเนินการรับรองบุตร หากยังไม่มีสถานะบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย

  3. หากมีข้อพิพาท ให้รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับความเป็นบิดา

  4. หากมีปัญหาเรื่องการเลี้ยงดู ให้พิจารณาเรื่องอำนาจปกครองแยกต่างหาก

  5. หากมีปัญหาเรื่องค่าเลี้ยงดู ควรดำเนินการให้สิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่ายมีความชัดเจน

สรุป

พ่อเป็นบิดาที่แท้จริง แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับแม่ ไม่ได้หมายความว่าพ่อจะไม่มีสิทธิใด ๆ แต่สิทธิทางกฎหมายหลายอย่างจะต้องพิจารณาจาก “สถานะบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย” ก่อน

หากยังไม่มีการรับรองบุตร พ่อควรตรวจสอบว่ามีช่องทางจดทะเบียนรับรองบุตรได้หรือไม่ หากมีข้อขัดแย้งจึงพิจารณาดำเนินคดีต่อศาลเพื่อพิสูจน์สถานะความเป็นบิดา

และต้องจำไว้ว่า การเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย การมีอำนาจปกครอง และหน้าที่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู เป็นคนละประเด็นกัน การวางแผนทางกฎหมายจึงควรพิจารณาให้ครบทุกเรื่องตั้งแต่ต้น เพื่อให้ทั้งสิทธิของพ่อและประโยชน์ของเด็กได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

บทความโดย ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา)
ให้คำปรึกษาและดำเนินคดีครอบครัว เช่น ฟ้องหย่า ฟ้องชู้ อำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร การรับรองบุตร และข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส โดยทีมทนายความผู้มีประสบการณ์