ถูกเรียกไปสอบสวนควรทำอย่างไร?
การถูกเรียกไปพบพนักงานสอบสวนอาจทำให้เกิดความกังวล โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ทราบว่าตนเองถูกเรียกไปในฐานะใด และเกี่ยวข้องกับคดีเรื่องใด การเข้าสู่กระบวนการสอบสวนจึงควรดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และควรทำความเข้าใจถึงสิทธิของตนเองก่อนให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน
โดยเฉพาะกรณีที่บุคคลถูกเรียกไปในฐานะ ผู้ต้องหา ควรตรวจสอบข้อกล่าวหาและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน รวมทั้งพิจารณาใช้สิทธิในการมีทนายความเข้าร่วมในการสอบสวนตามที่กฎหมายกำหนด
1. เมื่อได้รับหมายเรียก ควรตรวจสอบก่อนว่าเรียกไปในฐานะใด
สิ่งแรกที่ควรทำคืออ่านหมายเรียกหรือเอกสารที่ได้รับอย่างละเอียด โดยตรวจสอบว่า
เรียกไปพบพนักงานสอบสวนเรื่องใด
คดีหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องคืออะไร
ถูกเรียกในฐานะพยาน ผู้ต้องหา หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ต้องไปพบพนักงานสอบสวนที่ใด
วันและเวลาที่กำหนดให้ไปพบ
มีเอกสารหรือหลักฐานใดที่ต้องนำไปหรือไม่
ไม่ควรสรุปจากหมายเรียกเพียงอย่างเดียวว่าตนเองมีความผิด เพราะการถูกเรียกไปพบพนักงานสอบสวนไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำความผิดเสมอไป ต้องพิจารณาข้อกล่าวหา พยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
2. หากถูกเรียกในฐานะผู้ต้องหา ควรทราบข้อกล่าวหาให้ชัดเจน
ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ควรสอบถามให้ชัดเจนว่าถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามกฎหมายมาตราใด และเหตุการณ์ที่กล่าวหาคือเรื่องใด
การทราบข้อกล่าวหาอย่างชัดเจนมีความสำคัญ เพราะผู้ต้องหาจะสามารถเตรียมข้อเท็จจริง เอกสาร และพยานหลักฐานเพื่อใช้ในการชี้แจงหรือปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างเหมาะสม
หากข้อกล่าวหามีรายละเอียดซับซ้อน หรือมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีอาญา ควรปรึกษาทนายความก่อนให้ถ้อยคำในรายละเอียดของคดี
3. ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะมีทนายความ
การสอบสวนคดีอาญาเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะถ้อยคำที่ให้ไว้ในชั้นสอบสวนอาจมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีในขั้นตอนต่อไป
ดังนั้น ผู้ต้องหาจึงควรทราบสิทธิในการมีทนายความเข้าร่วมในการสอบสวนตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหา
การมีทนายความไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องหาจะต้องต่อสู้คดีด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งโดยอัตโนมัติ แต่ทนายความสามารถช่วยอธิบายสิทธิ ตรวจสอบขั้นตอน และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการให้ถ้อยคำและการนำเสนอพยานหลักฐาน
4. ก่อนให้การ ควรแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “การคาดเดา”
เมื่อถูกสอบสวน สิ่งสำคัญคือควรตอบตามข้อเท็จจริงที่ตนเองทราบ
หากไม่ทราบ ไม่เห็น หรือจำเหตุการณ์ไม่ได้ ควรตอบตามความเป็นจริง ไม่ควรคาดเดาหรือแต่งเติมรายละเอียดเพื่อให้เรื่องดูสอดคล้องกัน
ตัวอย่างเช่น หากถูกถามว่า
“เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาเท่าใด?”
หากจำเวลาไม่ได้จริง ๆ การตอบว่า “จำเวลาแน่นอนไม่ได้” ย่อมดีกว่าการคาดเดาเวลาแล้วให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน
5. ไม่จำเป็นต้องรีบให้คำตอบทุกเรื่อง
การสอบสวนอาจมีคำถามจำนวนมาก และบางคำถามอาจเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงหลายประเด็น
ผู้ถูกสอบสวนควรฟังคำถามให้เข้าใจก่อนตอบ และหากไม่เข้าใจคำถาม สามารถขอให้พนักงานสอบสวนอธิบายหรือถามใหม่ให้ชัดเจนได้
ในกรณีที่เป็นผู้ต้องหาและคำถามเกี่ยวข้องกับการกล่าวหาว่าตนกระทำความผิด ควรใช้สิทธิอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะหากยังไม่ได้ปรึกษาทนายความ
6. เตรียมเอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
หากมีเอกสารหรือหลักฐานที่สามารถแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดี ควรจัดเตรียมไว้ให้เป็นระบบ เช่น
สัญญา
ใบเสร็จหรือหลักฐานการชำระเงิน
รายการเดินบัญชี
ข้อความสนทนา
ภาพถ่ายหรือวิดีโอ
เอกสารทางราชการ
รายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือพยาน
หลักฐานการติดต่อสื่อสาร
เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
ควรเก็บ ต้นฉบับไว้กับตนเอง และพิจารณาจัดเตรียมสำเนาสำหรับมอบให้พนักงานสอบสวนตามความเหมาะสม
7. ก่อนลงลายมือชื่อในเอกสาร ควรอ่านให้ละเอียด
เอกสารที่จัดทำขึ้นในชั้นสอบสวนมีความสำคัญ ผู้ถูกสอบสวนควรอ่านเอกสารทุกฉบับก่อนลงลายมือชื่อ
หากพบว่าข้อความไม่ตรงกับสิ่งที่ตนให้การ ควรแจ้งให้แก้ไขให้ถูกต้องก่อนลงลายมือชื่อ
ไม่ควรลงชื่อในเอกสารที่ยังไม่ได้อ่าน หรือไม่เข้าใจเนื้อหา
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อความหรือผลทางกฎหมายของเอกสาร ควรขอคำแนะนำจากทนายความก่อน
หากถูกเรียกไปสอบสวน ต้องไปหรือไม่?
คำตอบขึ้นอยู่กับ ลักษณะของการเรียกและสถานะของบุคคลในคดี
หากเป็นหมายเรียกโดยชอบด้วยกฎหมาย ควรตรวจสอบรายละเอียดและปฏิบัติตามหมายเรียกอย่างเหมาะสม หากไม่สามารถไปตามกำหนดได้ ควรติดต่อพนักงานสอบสวนเพื่อชี้แจงเหตุผลและดำเนินการเกี่ยวกับกำหนดนัดอย่างถูกต้อง
ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่าหนังสือหรือเอกสารที่ได้รับเป็นหมายเรียกประเภทใด หรือมีผลทางกฎหมายอย่างไร ควรนำเอกสารดังกล่าวให้ทนายความตรวจสอบก่อน
ถ้าพนักงานสอบสวนบอกว่า “แค่เรียกมาคุย” ควรทำอย่างไร?
ไม่ควรพิจารณาจากคำพูดดังกล่าวเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่า ถูกเรียกไปในฐานะอะไร และเกี่ยวข้องกับคดีใด
หากข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทางอาญา และบุคคลนั้นอาจตกอยู่ในฐานะผู้ต้องหา ควรใช้ความระมัดระวังในการให้ถ้อยคำและพิจารณาปรึกษาทนายความก่อน
การถูกเรียกไปสอบสวนไม่ควรทำให้ผู้ถูกเรียกตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรละเลย เพราะกระบวนการสอบสวนเป็นขั้นตอนสำคัญของคดีอาญา การเตรียมตัวอย่างเหมาะสมและการทราบสิทธิของตนเองจะช่วยให้สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีข้อมูลและลดความเสี่ยงจากการเสียสิทธิที่ไม่จำเป็น
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทางกฎหมายทั่วไป การใช้สิทธิและแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันตามข้อเท็จจริง ข้อกล่าวหา และพยานหลักฐานของแต่ละคดี ควรให้ทนายความตรวจสอบเอกสารและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
บทความโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา)
บทความนี้จัดทำโดย สำนักกฎหมายนิติธรรมลือชาทนายความ (ศรีราชา) ทนายวิชาญศักดิ์ ก้องสนั่น ให้บริการให้คำปรึกษากฎหมายและดำเนินคดีทุกระดับ ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา คดีครอบครัว คดีเกี่ยวกับหนี้ สัญญา และข้อพิพาททางกฎหมาย โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ที่กำลังประสบปัญหาทางกฎหมายมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และแนวทางดำเนินการตามกฎหมาย

